Tax & Accounting
อย่างไร ? ถือเป็นการขายสินค้า
สมเดช โรจน์คุรีเสถียร
การซื้อขายสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 ได้ให้ความหมายของการซื้อขายไว้ดังนี้
“อันว่าซื้อขายนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย”
การซื้อขายสินค้าจึงเป็นเรื่องของ “ผู้ขาย” ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ “ผู้ซื้อ” ซึ่งได้มีการกำหนดราคาสินค้านั้นไว้ การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะซื้อหรือขายนั้น จะมีผลเป็นการซื้อขายต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายนั้นให้สำเร็จตลอดไป และคำบอกกล่าวเช่นนั้นได้ไปถึงบุคคลผู้ให้คำมั่นแล้ว ซึ่ง “ผู้ขาย” มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อ และ “ผู้ซื้อ” มีหน้าที่รับมอบสินค้านั้นตามกำหนดเวลา
ถ้าในคำมั่นมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวเช่นนั้น บุคคลผู้ให้คำมั่นจะกำหนดเวลาพอสมควร และบอกกล่าวไปยังคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งให้ตอบมาเป็นแน่นอนภายในเวลากำหนดนั้นก็ได้ ว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ถ้าและไม่ตอบเป็นแน่นอนภายในกำหนดเวลานั้น คำมั่นซึ่งได้ให้ไว้ก่อนนั้นก็เป็นอันไร้ผล
ขายฝาก
ขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ ในกรณีที่มีการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ไถ่ได้วางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในกำหนดเวลาไถ่โดยสละสิทธิถอนทรัพย์ที่ได้วางไว้ ให้ทรัพย์สินซึ่งขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ไถ่ตั้งแต่เวลาที่ผู้ไถ่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ แล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ได้วางทรัพย์ ให้เจ้าพนักงานของสำนักงานวางทรัพย์แจ้งให้ผู้รับไถ่ทราบถึงการวางทรัพย์โดยพลัน
ขายตามตัวอย่าง ขายตามคำพรรณนา ขายเผื่อชอบ
ขายตามตัวอย่าง ในการขายตามตัวอย่างนั้น ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ตรงตามตัวอย่าง
ขายตามคำพรรณนา ในการขายตามคำพรรณนา ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ตรงตามคำพรรณนา ในข้อรับผิดเพื่อการส่งของไม่ตรงตามตัวอย่าง หรือไม่ตรงตามคำพรรณนานั้น ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาส่งมอบ
ขายเผื่อชอบนั้น คือ การซื้อขายกันโดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ซื้อได้มีโอกาสตรวจดูทรัพย์สินก่อนรับซื้อ
ขายทอดตลาด
การขายทอดตลาดย่อมบริบูรณ์เมื่อผู้ทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยเคาะไม้หรือด้วยกิริยาอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งตามจารีตประเพณีในการขายทอดตลาด ถ้ายังมิได้แสดงเช่นนั้นอยู่ตราบใด ท่านว่าผู้สู้ราคาจะถอนคำสู้ราคาของตนเสียก็ยังถอนได้ ผู้ซื้อในการขายทอดตลาดจะต้องทำตามคำโฆษณาบอกขายและตามความข้ออื่น ๆ ซึ่งผู้ทอดตลาดได้แถลงก่อนประเดิมการสู้ราคาทรัพย์สินเฉพาะรายไป
การขายสินค้าตามประมวลรัษฎากร
ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายรับตั้งแต่ 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่จุดความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น ต้องจัดรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 3 วันทำการ และต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เมื่อผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มขายสินค้าได้หรือได้มีการให้บริการต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) จากลูกค้าทุกครั้งที่จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น
คำว่า “ขาย” ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องพิจารณาจากมาตรา 77/1 มีดังต่อไปนี้
“(8) ขาย หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง (ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย (ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร (ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆ เว้นแต่การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง (ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่อันได้ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 (ช) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” |
ดังนั้นคำว่า “ขาย” ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจึงครอบคลุมไปถึง
1. การจำหน่ายสินค้า
2. จ่ายสินค้า
3. โอนสินค้า
ไม่ว่าจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าหรือไม่ก็ตาม ประมวลรัษฎากรจะถือเป็นการขาย ต้องเสียภาษีขายเมื่อจุดความรับผิด (Tax Point) ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้าก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
(ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า
(ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
(ค) ได้ออกใบกำกับภาษี
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี ดังนั้นหากจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องปฏิบัติ คือ
- ออกใบกำกับภาษีและส่งมอบให้กับลูกค้า
- จัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 3 วันทำการ
- ยื่นแบบและชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ดังนั้นเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องระมัดระวังคำว่า “ขาย” ตามมาตรา 77/1 (8) เนื่องจากการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้าโดยไม่คิดค่าตอบแทน กฎหมายถือเป็นการขายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวอย่างกรณีดังต่อไปนี้ถือเป็นการขายต้องเสียภาษีขาย
นอกจากคำว่า “ขาย” จะหมายถึงการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ ยังรวมถึงการขายโดยการให้เช่าซื้อหรือผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปให้ผู้ซื้อ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการจำหน่าย จ่าย โอน ก็ตาม การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
(ก) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ
(ข) ได้ออกใบกำกับภาษี
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ให้เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระในแต่ละงวด ซึ่งผู้ให้เช่าซื้อต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้เช่าซื้อทุกครั้งเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระในแต่ละงวด
คำว่า “ขาย” ยังรวมถึงการส่งมอบสินค้าให้กับตัวแทนเพื่อขาย จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆ ด้วย
1) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ
2) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า
3) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ
4) ได้มีการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น
ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
ข้อสังเกต
การขายสินค้าโดยส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขายในกรณีไม่ได้ทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษร จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้าให้กับตัวแทน
การขายสินค้าในราชอาณาจักรและส่งมอบสินค้าในราชอาณาจักร ผู้ประกอบการจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% แต่หากการขายสินค้าในราชอาณาจักรและส่งมอบสินค้าที่ปลายทางนอกราชอาณาจักร ผู้ประกอบการจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0%
ปลดล็อกความรู้บัญชี-ภาษี แบบไม่ตกเทรนด์
สมัครสมาชิก CPD & Account
เพื่อเข้าถึงคลังความรู้ ข่าวสารแวดวงบัญชี ภาษี มาตรฐานการบัญชี แบบไม่ตกเทรนด์จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญ ตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 1 ครั้ง มูลค่า 900 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา เริ่มต้น 200 บาท/หลักสูตร (ราคาคอร์สไม่เกิน 2,500 บาท) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
รับสมัครสมาชิก เฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น กรณีเป็นนิติบุคคล ท่านสามารถสมัครสมาชิกเอกสารภาษี หรือ HR Society ได้
มีบัญชีสมาชิกอยู่แล้ว? เข้าสู่ระบบ