ตอบข้อหารือกรมสรรพากร
ตอบข้อหารือ ฉบับเมษายน 2569
กรมสรรพากร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์
Q ปัญหา
บริษัท ก. นำเข้าสินค้าจำนวน 2 รายการ ดังต่อไปนี้
1. โคลสไทด์โปร (ClostidePro) ใช้เป็นสารเสริมชีวนะในอาหารสัตว์ ยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดโรค ส่งเสริมการเจริญเติบโต ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเนื้อต่ออาหารดีขึ้น น้ำหนักดีขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ประเภทวัตถุที่ผสมแล้ว ชนิดสารผสมล่วงหน้า (พรีมิกซ์) กับกรมปศุสัตว์ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 และได้รับอนุญาตให้นำเข้าอาหารสัตว์
2. ไกลซีน (Glycine) ใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผสมในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต สร้างโปรตีนและกล้ามเนื้อ อีกทั้งช่วยในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเครียดในสัตว์ ช่วยล้างพิษและส่งเสริมสุขภาพตับ ซึ่งไม่ต้องขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ฯ แต่ต้องขออนุญาตนำเข้าจากกรมปศุสัตว์ โดยบริษัท ก. ได้รับอนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์จากกรมปศุสัตว์แล้ว
ดังนั้นขอทราบว่าการนำเข้าสินค้าทั้ง 2 รายการดังกล่าว ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ก) ประกอบกับมาตรา 81 (1) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ อย่างไร
A คำวินิจฉัย
กรณีบริษัท ก. นำเข้าอาหารสัตว์ประเภทที่ต้องขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ฯ และประเภทที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ แต่ต้องขออนุญาตนำเข้าจากกรมปศุสัตว์ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ฯ หากสินค้าทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่าเป็นอาหารสัตว์ การนำเข้าสินค้าทั้ง 2 ประเภทย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (2) (ก) ประกอบกับมาตรา 81 (1) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร
หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0702/615 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
++++++++++++++++++++++++++++++
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีการประเมินภาษีอากร
Q ปัญหา
บริษัท ส. (บริษัทฯ) ซึ่งแสดงยอดภาษีซื้อและภาษีขายในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน ปรากฏข้อเท็จจริงดังนี้
1. บริษัทฯ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร มีกรรมการ 1 คน ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท คือ นาย ภ. ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีผู้ถือหุ้นจำนวน 3 คน คือ นาย ภ. นาย พ. และนาย ป. บริษัทฯ ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 แจ้งประเภทของการประกอบกิจการคือ ขายส่งวัสดุก่อสร้าง เหล็กรูปพรรณ เหล็กแผ่น ขายส่งอุปกรณ์ไฟฟ้า-ประปา ขายส่งทองเหลือง ทองแดง เศษเหล็ก ขายส่งพลาสติก ขายส่งกระจกอะลูมิเนียม สแตนเลส ขายส่งอุปกรณ์รถยนต์ อะไหล่แอร์
2. สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานครได้วิเคราะห์ข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของบริษัทฯ พบว่า บริษัทฯ ยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยแสดงยอดซื้อ ยอดขาย ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใกล้เคียงกัน และมียอดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเล็กน้อยเป็นประจำทุกเดือน แต่ไม่พบว่าบริษัทฯ ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) จึงได้เข้าตรวจสภาพกิจการเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สถานประกอบการของบริษัทฯ มีลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ 1 คูหา 3 ชั้น ประตูปิด ไม่มีผู้ใดพักอาศัย เจ้าพนักงานประเมินสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานครจึงได้ออกหนังสือเชิญกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ (นาย ภ.) มาพบ รวม 3 ครั้ง แต่นาย ภ. ก็ไม่ได้มาพบหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบแต่อย่างใด
3. สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 พร้อมทั้งได้ตรวจสอบข้อมูลบริษัทฯ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบริษัทฯ ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทฯ ซึ่งนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 จึงได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอให้ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไว้ก่อน กรณีดังกล่าวเจ้าพนักงานประเมินจะทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร
A คำวินิจฉัย
1. กรณีบริษัทฯ ออกใบกำกับภาษีในระหว่างที่บริษัทฯ ยังไม่ได้ถูกเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุหรือมีหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า บริษัทฯ ออกใบกำกับภาษีโดยไม่ได้มีการประกอบกิจการจริง การที่บริษัทฯ ออกใบกำกับภาษีดังกล่าว ย่อมเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจตามมาตรา 88 (4) มาตรา 88/1 มาตรา 88/2 มาตรา 88/5 และมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มบริษัทฯ ตามมาตรา 89 (3) (4) (6) และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรณีที่บริษัทฯ ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) (4) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานจะต้องถือปฏิบัติตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยเรียกเก็บเบี้ยปรับได้เพียงกรณีเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่จะทำให้เรียกเก็บได้เงินเป็นจำนวนมาก สำหรับวิธีการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 เรื่อง การคำนวณเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2542
2. กรณีบริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีภายหลังที่ถูกเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เข้าลักษณะเป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจตามมาตรา 88/1 มาตรา 88/5 และมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มบริษัทฯ ตามมาตรา 89 (1) (6) และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรณีที่บริษัทฯ ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (1) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานจะต้องถือปฏิบัติตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยเรียกเก็บเบี้ยปรับได้เพียงกรณีเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่จะทำให้เรียกเก็บได้เงินเป็นจำนวนมาก สำหรับวิธีการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2542
3. กรณีบริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทฯ ย่อมมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อที่จ่ายไปในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือนภาษีตามมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นกรณีบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงยอดขาย ภาษีขาย ยอดซื้อ และภาษีซื้อในระหว่างที่บริษัทฯ ยังไม่ถูกเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จึงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ดี เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการสอบยันใบกำกับภาษีของบริษัทฯ จากผู้ประกอบการอื่น และพบว่าบริษัทฯ ไม่ได้นำยอดขาย ภาษีขายไปแสดงรายการในแบบ ภ.พ.30 นั้น เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจตามมาตรา 88 (2) มาตรา 88/2 มาตรา 88/5 และมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มกับบริษัทฯ ตามมาตรา 89(3) (4) และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรณีที่บริษัทฯ ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานจะต้องถือปฏิบัติตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยเรียกเก็บเบี้ยปรับได้เพียงกรณีเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่จะทำให้เรียกเก็บได้เงินเป็นจำนวนมาก สำหรับวิธีการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2542
4. กรณีบริษัทฯ ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 แสดงยอดซื้อและภาษีซื้อ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้มีหนังสือเชิญพบและขอเอกสารหลักฐานใบกำกับภาษีซื้อ รายงานภาษีซื้อแล้ว แต่บริษัทฯ และกรรมการไม่มาพบ ทั้งยังไม่ส่งมอบเอกสารให้ทำการตรวจสอบ หากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุหรือหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบริษัทฯ แสดงยอดซื้อและภาษีซื้อโดยไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีว่าได้มีการชำระภาษีซื้อ หรือนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกมาใช้ ภาษีซื้อดังกล่าวย่อมเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจตามมาตรา 88 (2) (4) มาตรา 88/2 มาตรา 88/5 และมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มบริษัทฯ ตามมาตรา 89 (3) (4) (7) (10) และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกรณีที่บริษัทฯ ต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) (4) (7) และ (10) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานจะต้องถือปฏิบัติตามข้อ 12 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โดยเรียกเก็บเบี้ยปรับได้เพียงกรณีเดียว ซึ่งเป็นกรณีที่จะทำให้เรียกเก็บได้เงินเป็นจำนวนมาก สำหรับวิธีการคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้ถือปฏิบัติตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542ฯ ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2542
หนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0702/1509 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
++++++++++++++++++++++++++++
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
