Tax How to
บุคคลธรรมดา กับหน้าที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
ดร.เพชรรัตน์ ศุภนิมิตรกุลกิจ
หลายท่านเข้าใจว่า บุคคลซึ่งมีเงินได้พึงประเมินถึงเกณฑ์กฎหมายกำหนด มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้ามี เท่านั้น แต่ความจริง บุคคลอาจต้องอยู่ในข่ายต้องจ่ายภาษีไม่เฉพาะแต่ภาษีเงินได้เท่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลดังกล่าวทำมาหาได้ในลักษณะใด
ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีภาษีสามารถแบ่งภาษีออกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่
1. ภาษีทางตรง
2. ภาษีทางอ้อม
ซึ่งทั้ง 2 ภาษีมีความแตกต่างกัน กล่าวโดยสรุปดังนี้
ภาษีทางตรง
คือ ภาษีซึ่งรัฐจัดเก็บจากบุคคลหรือนิติบุคคลโดยตรง ไม่สามารถปฏิเสธหรือผลักภาระให้บุคคลอื่นได้ โดยทั่วไป บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่จ่ายภาษีทางตรง มีหน้าที่ต้องยื่นแบบและจ่ายภาษีเป็นรายปีภาษี เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
ภาษีทางอ้อม
คือ ภาษีซึ่งรัฐเก็บจากผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเมื่อมีการซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถผลักภาระให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภครับภาระภาษีแทนได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ภาษีทางอ้อมเป็นภาษีซึ่งผู้บริโภคจ่ายแทนผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ แต่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการทำหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและจ่ายภาษีให้กรมสรรพากรแทนผู้บริโภคเป็นรายเดือนภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร เป็นต้น
ภาษีทั้ง 2 ประเภทมีลักษณะการจัดเก็บภาษีแตกต่างกัน หลายท่านจึงเข้าใจว่าเมื่อบุคคลธรรมดาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ และจ่ายภาษีเงินได้ให้กรมสรรพากรเป็นรายปีภาษีแล้ว บุคคลนั้นไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มอีก ความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากภาษีทั้ง 2 ประเภทมีลักษณะและวิธีการจัดเก็บแตกต่างกัน
บทความนี้จึงอธิบายว่า หากบุคคลธรรมดามีรายได้จากการประกอบกิจการแล้ว บุคคลธรรมดาดังกล่าวต้องมีหน้าที่อย่างไรกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
เมื่อใดที่บุคคลธรรมดาต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ?
บุคคลธรรมดาซึ่งมีรายได้จากการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งไม่เข้าลักษณะการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร โดยให้ยื่นแบบ ภ.พ.01 พร้อมเอกสารตามกฎหมายกำหนด[1]ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีเกินกว่า 1.8 ล้านบาท ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th โดยเมื่อผู้ประกอบการได้ดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว เจ้าหน้าที่สรรพากรจะเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการภายใน 15 วันทำการ และจะได้รับผลการพิจารณาให้ผู้ประกอบการทราบทางอีเมล หากกรมสรรพากรอนุมัติให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน กรมสรรพากรจะส่งใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ให้ผู้ประกอบการทางไปรษณีย์
สิ่งสำคัญที่บุคคลธรรมดาควรต้องทำความเข้าใจคือ เมื่อบุคคลธรรมดามีอาชีพประจำและประกอบกิจการอื่นด้วย มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีทางตรงและทางอ้อม เช่น พนักงานบริษัทได้รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน มีเงินได้สุทธิทั้งปี 3 ล้านบาท และประกอบกิจการขายสติกเกอร์ออนไลน์มีรายได้ทั้งปี 2 ล้านบาท บุคคลธรรมดารายดังกล่าวมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีอย่างไร
หากพิจารณารายได้ทั้ง 2 ประเภท จะเห็นว่าพนักงานรายดังกล่าวมีหน้าที่ทางภาษีดังนี้
1. กรณีเงินได้ประเภทเงินเดือน
เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ในปีถัดจากปีที่มีเงินได้ โดยคำนวณจากเงินได้สุทธิ x อัตราภาษีก้าวหน้า
2. กรณีรายได้จากการประกอบกิจการขายสติกเกอร์ออนไลน์
มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร และเมื่อกรมสรรพากรได้อนุมัติให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว พนักงานรายดังกล่าวมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปกรณียื่นแบบฯ ในรูปกระดาษ หรือภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไปกรณียื่นแบบฯ ออนไลน์
ทั้งนี้ พนักงานไม่ต้องนำเงินได้ประเภทเงินเดือนตามมาตรา 40 (1) มารวมในแบบ ภ.พ.30 เนื่องจากการให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงานได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฐ) แห่งประมวลรัษฎากร
กรณีพนักงานรายดังกล่าวได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว พนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ของราคาสินค้า จัดทำและส่งมอบหลักฐานใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าทุกครั้งที่มีการขายสินค้า จัดทำรายงานต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมีรายรับหรือไม่ ทั้งนี้ ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มให้คำนวณโดยการนำภาษีขายมาคำนวณออกจากภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี[2]
สำหรับการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม บุคคลธรรมดาจะต้องคำนวณรายรับให้ถูกต้องและต้องขอจดทะเบียนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นต้องรับผิดจ่ายเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษี ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจำนวน 1,000 บาทต่อเดือนภาษี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า[3] และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ[4]
นอกจากนี้ การนับมูลค่าของรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการว่ามีมูลค่าของฐานภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่นั้น มีหลักในการพิจารณาแตกต่างกันระหว่างผู้ประกอบการซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กล่าวคือ
• กรณีผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้นับมูลค่าของรายรับที่เกิดขึ้นในแต่ละปีประดิทิน
• กรณีผู้ประกอบการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้นับแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี
ดังนั้นหากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลรายใดมีรายรับไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดในปีหรือรอบระยะเวลาบัญชีใด จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มในปีหรือในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และสำหรับปีหรือรอบระยะเวลาบัญชีต่อไปให้เริ่มนับมูลค่าของรายรับใหม่ ดังนั้นการนับมูลค่าของฐานภาษีในการยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงให้นับแต่ละปีหรือรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่ยกยอดรายรับไปใช้ในปีหรือรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม กรณีบุคคลธรรมดาได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรแล้ว และประสงค์จะเลิกกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บุคคลธรรมดาดังกล่าวต้องมีมูลค่าฐานภาษีหรือรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ไม่น้อยกว่า 3 ปีต่อเนื่องกัน จึงมีสิทธิยื่นแบบ ภ.พ.09 พร้อมใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)[5] รวมทั้งเอกสารอื่น ๆ[6] ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือกองบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ภายใน 15 วัน นับจากวันเลิกกิจการ
และในระหว่างเจ้าหน้าที่สรรพากรพิจารณานั้น ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 ไม่ว่าจะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม โดยผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เมื่อผู้ประกอบการได้รับหนังสือแจ้งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว[7] กรณีดังกล่าวจึงถือว่าได้ผู้ประกอบการได้จดเลิกการเป็นผู้ประกอบการ VAT กับกรมสรรพากรแล้ว
อ้างอิง
- เอกสารตามกฎหมายกำหนด ประกอบด้วย 1. แบบคำขอจดทะเบียนมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร (ภ.พ.01) จำนวน 3 ฉบับ พร้อมลายเซ็นผู้มีอำนาจลงนาม 2. หลักฐานแสดงที่ตั้งของสถานประกอบการ ได้แก่ 2.1 สัญญาเช่าอาคารที่เป็นที่ตั้งสถานประกอบการปิดอากรแสตมป์ (กรณีเช่า) หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่เป็นสถานประกอบการ (กรณีเจ้าของให้ใช้โดยไม่ได้ค่าตอบแทน) 2.2 สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งสถานประกอบการ 2.3 สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า/ผู้ยินยอม เช่น การเป็นเจ้าบ้าน สัญญาซื้อขาย คำขอเลขที่บ้าน ใบโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาเช่าช่วง 2.4 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านสถานประกอบการของผู้ให้เช่าหรือผู้ยินยอม หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ให้เช่า) 3. แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการที่แสดงให้เห็นบ้านเลขที่ 4. หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ 5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอำนาจลงนาม 6. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมวัตถุประสงค์ ↩
- มาตรา 80 มาตรา 81/1 มาตรา 82/3 มาตรา 83 มาตรา 86 มาตรา 87 แห่งประมวลรัษฎากร ↩
- มาตรา 89 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ↩
- มาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ↩
- มาตรา 85/15 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 131) เรื่อง กำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงแล้ว และที่แก้ไขเพิ่มเติม ↩
- เช่น สำเนาแบบ ภ.ง.ด.50 พร้อมใบเสร็จรับเงินปีล่าสุด สำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) พร้อมใบเสร็จรับเงินชำระภาษี หนังสือรับรองกระทรวงพาณิชย์ฉบับแจ้งเลิกกิจการ งบการเงินปีล่าสุดหรืองบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ เอกสารอื่น ๆ เป็นต้น ↩
- มาตรา 85/15 มาตรา 85/18 และมาตรา 85/19 แห่งประมวลรัษฎากร ↩
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
