Custom Duty
เจาะลึกพิธีการศุลกากร การนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางเรือ (Tanker) (ตอนที่ 1)
รติรัตน์ คงเอียด

ในระบบการค้าระหว่างประเทศ “ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม” มิได้เป็นเพียงสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลเท่านั้น หากแต่ยังถูกจัดเป็นสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและการขับเคลื่อนกิจกรรมในทุกภาคส่วนของประเทศ ด้วยลักษณะทางกายภาพที่เป็นของเหลวปริมาณมหาศาลซึ่งบรรจุมาในระวางเรือบรรทุกสินค้าเหลว หรือที่เรียกว่าเรือ “Tanker” ทำให้พิธีการศุลกากรและการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้ากลุ่มนี้มีความสลับซับซ้อนและมีรายละเอียดเฉพาะตัวที่แตกต่างจากการนำเข้าสินค้าทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่กระบวนการควบคุมท่อทางจ่ายด้วยระบบตราประทับ (Seal) เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการลักลอบระหว่างการสูบถ่าย ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการตรวจวัดปริมาณและน้ำหนักให้มีความแม่นยำสูงสุดตามมาตรฐานสากล เพื่อให้รายได้ภาษีอากรของรัฐถูกจัดเก็บอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นธรรม
กรมศุลกากรจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติไว้เป็นการเฉพาะตาม “ประกาศกรมศุลกากรที่ 37/2566 เรื่อง การปฏิบัติพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการนำของเข้าและส่งของออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นของเหลวที่นำเข้าหรือส่งออกโดยเรือบรรทุกสินค้าเหลวในระวาง (Tanker) ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566” ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจจำเป็นต้องทำความเข้าใจในสาระสำคัญเพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
1. ความหมายและขอบเขตของ “ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม” ในมิติของกฎหมายศุลกากร
ในการเริ่มต้นศึกษาพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้ากลุ่มพลังงาน สิ่งที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรกคือ การทำความเข้าใจในขอบเขตความหมายของสินค้า เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ภายใต้ประกาศกรมศุลกากรที่ 37/2566 คำว่า “ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม” มิได้มีความหมายจำกัดเพียงแค่น้ำมันเชื้อเพลิงที่บุคคลทั่วไปคุ้นเคยเท่านั้น แต่มีขอบเขตที่กว้างขวางครอบคลุมถึงทรัพยากรพลังงานและวัตถุดิบในทางอุตสาหกรรมอย่างครบถ้วน ซึ่งเมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายดังกล่าว สินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมประกอบด้วยสสารหลากหลายรูปแบบดังนี้
1. ก๊าซและน้ำมันดิบ
นิยามในส่วนแรกนี้กฎหมายมุ่งเน้นไปที่สสารในสถานะธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่ได้จากการขุดเจาะ โดยครอบคลุมถึงก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม ตลอดจนน้ำมันดิบที่ส่งตรงมาจากแหล่งสัมปทานเพื่อเข้าสู่กระบวนการกลั่นในลำดับถัดไป การระบุนิยามในส่วนนี้มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากสสารเหล่านี้มักถูกขนส่งมาในปริมาณมหาศาลทางเรือบรรทุกสินค้าเหลว (Tanker) ซึ่งต้องอาศัยการตรวจวัดเชิงปริมาตรและน้ำหนักที่มีมาตรฐานสัดส่วนตามที่ศุลกากรกำหนดอย่างเคร่งครัด
2. ผลิตภัณฑ์กลั่นสำเร็จรูปและสิ่งหล่อลื่น
ในส่วนนี้กฎหมายมีเจตนารมณ์ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผ่านกระบวนการแปรรูปจนพร้อมสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์และภาคการคมนาคมขนส่ง โดยประกอบด้วยน้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล และน้ำมันเตา นอกจากนี้ ยังรวมถึงผลิตภัณฑ์ในกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานเพื่อเป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นสารหล่อลื่นสำหรับเครื่องจักรกลทุกประเภท การที่กฎหมายระบุรายชื่อสินค้าไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่วยลดข้อโต้แย้งในขั้นตอนการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากรและทำให้กระบวนการจัดเก็บภาษีอากรมีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทุกราย
3. วัตถุดิบและส่วนผสมในกระบวนการผลิต
เพื่อให้มาตรการควบคุมทางศุลกากรมีความสมบูรณ์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ประกาศกรมศุลกากรจึงขยายความคุ้มครองไปถึงสสารหรือสิ่งอื่นใดที่มีลักษณะทางกายภาพเป็นของเหลวและถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในขั้นตอนการกลั่น หรือใช้เป็นส่วนผสมสำคัญเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปประเภทต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้สสารนั้นอาจจะยังไม่มีสถานะเป็นน้ำมันสำเร็จรูปในขณะนำเข้า แต่หากมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน กฎหมายย่อมกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามพิธีการศุลกากรเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษีอากร
4. หลักเกณฑ์รองรับอนาคต
ด้วยความตระหนักว่าเทคโนโลยีทางพลังงานและนวัตกรรมทางเคมีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กฎหมายศุลกากรจึงได้วางหลักเกณฑ์ในลักษณะการให้อำนาจเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต โดยบัญญัติให้ความหมายของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมถึงสิ่งอื่นใดที่อธิบดีกรมศุลกากรจะประกาศกำหนดเพิ่มเติมในภายหน้าว่าเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมด้วย
2. มาตรฐานการตรวจสอบและรับรองโครงสร้างพื้นฐานถังเก็บ
ในการดำเนินธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือความเที่ยงตรงของภาชนะบรรจุ ในมิติของกฎหมายศุลกากรนั้น หากถังเก็บน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เตรียมไว้ไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากกรมศุลกากร จะไม่สามารถใช้ถังเหล่านั้นเป็นที่พักสินค้าเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาระภาษีอากรได้เลย ดังนั้นจึงต้องมีการยื่นคำร้องขอให้พนักงานศุลกากรเข้าดำเนินการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของถังเก็บรวมถึงระบบท่อทางที่เกี่ยวข้องเพื่อออกหนังสือรับรองสิ่งที่เรียกว่า “ตารางคำนวณปริมาตรความจุประจำถัง” หรือ Tank Table ตารางนี้จะเป็นบรรทัดฐานสากลที่ใช้ระบุปริมาณสินค้าที่บรรจุอยู่ในถังตามระดับความลึกอย่างแม่นยำ เพื่อให้พนักงานศุลกากรนำไปใช้เป็นข้อมูลฐานรากในการคำนวณค่าภาษีอากรได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
เมื่อถังเก็บได้รับการรับรองมาตรฐานและเริ่มใช้งานแล้ว ภาระหน้าที่ของผู้นำของเขามิได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น แต่กฎหมายยังได้กำหนดวงรอบการตรวจสอบและการบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนของปริมาตรถังที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการใช้งานและกาลเวลา โดยผู้นำของเข้ามีหน้าที่ต้องจัดให้พนักงานศุลกากรเข้าตรวจสอบสภาพถังเป็นระยะเมื่อครบกำหนด 5 ปี และครั้งถัดไปเมื่อครบ 15 ปี เพื่อยืนยันความสมบูรณ์ของโครงสร้างทางกายภาพ และเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปจนครบ 15 ปี กฎหมายได้วางมาตรการที่เข้มงวดที่สุดด้วยการกำหนดให้ต้องมีการตรวจสอบใหญ่ (Major Inspection) ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องดำเนินการล้างทำความสะอาดถังเพื่อตรวจสอบสภาพทั้งภายในและภายนอกอย่างละเอียด พร้อมทั้งต้องจัดทำตารางคำนวณปริมาตรความจุประจำถังขึ้นใหม่ทั้งหมด กระบวนการเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยคงไว้ซึ่งความแม่นยำของปริมาตรความจุและสร้างความโปร่งใสในระบบบัญชีอากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ประกาศกรมศุลกากรกำหนดไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
