Excise Tax
ก้าวสำคัญของการปฏิรูปสุรานำเข้า เจาะลึก 3 ประเด็นใหม่ เพื่อการประกอบธุรกิจที่คล่องตัว
ประพันธ์ คงเอียด

ครั้งที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอเกี่ยวกับการ “ปิดตำนาน Sole Agent ไวน์” ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการทำลายกำแพงการผูกขาดเพื่อขับเคลื่อนตลาดสุรานำเข้าสู่ยุคการค้าเสรีอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเงื่อนไขตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวสำหรับสินค้าไวน์นั้น เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของการปฏิรูปโครงสร้างการนำเข้าสุราในภาพรวมเท่านั้น เนื่องจากการก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย (Tourism Hub) ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น จำเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างและปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเชิงบริหารจัดการภาษีสรรพสามิตให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับวิถีธุรกิจในยุคดิจิทัล และลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนหรือที่เรียกว่า “Red Tape” ออกไปให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ระบบใบอนุญาต (Licensing System) คือกลไกหลักที่รัฐใช้ในการกำกับดูแลเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่ในอดีต ขั้นตอนเหล่านี้มักถูกมองว่าสร้างภาระทั้งในเรื่องระยะเวลาและต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้ กรมสรรพสามิตจึงได้ผลักดัน “กฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569” ออกมาเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปกระบวนการนำเข้าสุราทั้งระบบ นอกจากจะกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อปิดตำนาน Sole Agent ไวน์ ดังที่ได้นำเสนอไปแล้ว กฎกระทรวงยังมุ่งเน้นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การกำหนดขอบเขตใบอนุญาตประเภทที่ 5 ให้มีความชัดเจนเพื่อปิดช่องโหว่การใช้ดุลพินิจ การยืดหยุ่นสถานที่ยื่นคำขอเพื่อรองรับกระบวนการตรวจปล่อยสินค้าจริง และการเปลี่ยนผ่านจากการ “อนุมัติฉลาก” ไปสู่การ “ตรวจสอบมาตรฐาน” ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ
1. การกำหนดวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตประเภทที่ 5 ให้ชัดเจน
ในระบบการบริหารจัดการภาษีสรรพสามิตของประเทศไทย กรมสรรพสามิตได้ใช้ระบบใบอนุญาตเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจสุราให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยเฉพาะในส่วนของการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะนำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิตเสียก่อน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 มีการจำแนกประเภทของใบอนุญาตนำเข้าไว้ 5 ประเภทหลักดังนี้
ใบอนุญาตประเภทที่ 1 : สำหรับการนำสุราเข้ามาเพื่อ “ขาย” ในประเทศ (เช่น ผู้นำเข้าทั่วไปที่นำมาขายตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า)
ใบอนุญาตประเภทที่ 2 : สำหรับการนำสุราเข้ามาเพื่อขายใน “ร้านค้าปลอดอากร” (Duty Free)
ใบอนุญาตประเภทที่ 3 : สำหรับการนำสุราเข้ามาเพื่อเป็น “ตัวอย่างสินค้า” หรือ “มิใช่เพื่อการค้า” โดยนำเข้าไปใน “คลังสินค้าทัณฑ์บน”
ใบอนุญาตประเภทที่ 4 : สำหรับการนำสุราเข้ามาเพื่อใช้เป็น “วัตถุดิบในการผลิตสุรา”
ใบอนุญาตประเภทที่ 5 : ถูกนิยามไว้อย่างกว้าง ๆ ว่าเป็นใบอนุญาตสำหรับ “กรณีอื่นนอกจากประเภทที่ 1 ถึง 4”
ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตคือความไม่ชัดเจนของ “ใบอนุญาตประเภทที่ 5” เนื่องจากคำนิยามที่เขียนไว้ว่า “กรณีอื่น” ทำให้ใบอนุญาตประเภทนี้มีลักษณะเป็น “หมวดเบ็ดเตล็ด” ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ ผู้นำเข้าสามารถอ้างเหตุผลที่หลากหลายในการขอใบอนุญาตประเภทนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่สรรพสามิตเองก็ขาด “กรอบการพิจารณา” หรือมาตรฐานที่แน่นอนในการอนุมัติออกใบอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันและสร้างความไม่ชัดเจนให้แก่ภาคธุรกิจ
เพื่อแก้ไขปัญหานี้และให้สอดคล้องกับนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) กฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 จึงได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงฯ ข้อ 2 (5) เพื่อเปลี่ยนนิยามของใบอนุญาตประเภทที่ 5 ให้เป็น “ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่นนอกจากประเภทที่ (1) ถึง (4) ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด” การระบุเช่นนี้เป็นการให้อำนาจแก่อธิบดีกรมสรรพสามิตในการออกประกาศเพื่อจัดหมวดหมู่และกำหนดวัตถุประสงค์ในการนำเข้าให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
เมื่อกฎกระทรวงที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพสามิตในการกำหนดรายละเอียดของใบอนุญาตประเภทที่ 5 ดังนั้นอธิบดีจึงได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 ลงวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการกำกับดูแลสินค้าสุรานำเข้าเพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยประกาศฉบับนี้ได้ทำลายความคลุมเครือของนิยามเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นหมวดหมู่เบ็ดเตล็ด แล้วแทนที่ด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 4 ประการหลัก ซึ่งมีรายละเอียดและนัยสำคัญทางกฎหมายที่ผู้นำเข้าและผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจดังนี้
กรณีที่ 1 การนำสุราเข้ามาเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร
ใบอนุญาตในกรณีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นสถานีในการพักสินค้าหรือเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า (Logistics Hub) ไปยังประเทศที่สาม โดยสุราที่นำเข้ามาภายใต้วัตถุประสงค์นี้จะถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดมิให้มีการนำมาหมุนเวียนจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในฐานะประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งสินค้าในภูมิภาค ผู้นำเข้าต้องระบุประเทศปลายทางที่จะส่งออกให้ชัดเจนในแบบคำขอ ภส.08-01 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเส้นทางเดินของสินค้าได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางที่อยู่นอกราชอาณาจักร
กรณีที่ 2 การนำสุราเข้ามาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการอุตสาหกรรมอื่นที่มิใช่สุรา
ใบอนุญาตในกรณีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนภาคการผลิตที่หลากหลายมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องหอม หรือเวชสำอาง เป็นต้น ที่มีความจำเป็นต้องใช้สุราเป็นส่วนผสมเพื่อให้ได้คุณลักษณะตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในการขอใบอนุญาตกรณีนี้ กฎหมายกำหนดรายละเอียดไว้ว่าผู้นำเข้าจะต้องแนบเอกสารระบุวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมดังกล่าวโดยเฉพาะ เพื่อยืนยันว่าสุราที่นำเข้าจะถูกใช้เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการผลิตอื่นจริง ๆ และไม่ใช่การนำเข้าเพื่อการบริโภคโดยตรงในลักษณะของสุราที่ใช้ดื่มกิน ซึ่งเป็นการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตสินค้าสุราโดยการอ้างเหตุผลการผลิตอื่น
กรณีที่ 3 การนำเข้าเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้า/มิใช่เพื่อการค้า/เพื่อการบริโภค
ใบอนุญาตในกรณีนี้เป็นกรณีที่ใกล้ชิดกับภาคประชาชนและผู้นำเข้ารายย่อยมากที่สุด คือการนำเข้าเพื่อเป็นตัวอย่างสินค้า หรือมิใช่เพื่อการค้า หรือเพื่อการบริโภค (กรณีเพื่อการบริโภคมีการจำกัดปริมาณไว้ที่ครั้งละไม่เกิน 200 ลิตร) วัตถุประสงค์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความคล่องตัวใน 2 มิติ มิติแรก คือเพื่อการทดสอบตลาด (Market Testing) ของผู้ประกอบการก่อนตัดสินใจนำเข้าในเชิงพาณิชย์ และมิติที่สอง คือเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลที่มีปริมาณมากกว่าที่กฎหมายศุลกากรยกเว้นให้ แต่ยังอยู่ในวิสัยที่มิใช่การค้า โดยเกณฑ์มาตรฐานกรณีเพื่อการบริโภคที่กำหนดปริมาณไว้ที่ 200 ลิตรนั้น จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาอนุมัติได้ทันทีหากคุณสมบัติและปริมาณเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ช่วยลดการใช้ดุลพินิจและเพิ่มความเร็วในการให้บริการแก่ผู้นำเข้าที่ต้องการสินค้าในปริมาณที่จำกัด
กรณีที่ 4 การนำเข้าสุรากลั่นชนิดสุราสามทับเพื่อใช้ในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเอทิลีนชีวภาพ
ใบอนุญาตในกรณีสุดท้ายนี้เป็นกรณีที่มีความเฉพาะตัวสูงและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญด้านเศรษฐกิจชีวภาพ คือการนำเข้าสุราสามทับ (แอลกอฮอล์ที่มีความบริสุทธิ์สูงตั้งแต่ 95 ดีกรีขึ้นไป) เพื่อใช้ในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเอทิลีนที่ผลิตจากพืชหรือที่เรียกว่า Bio-Ethylene กรณีนี้เป็นความตั้งใจของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยการอนุญาตให้นำเข้าแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เพื่อเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดเคมีภัณฑ์ชีวภาพระดับโลก การแยกวัตถุประสงค์นี้ออกมาเป็นกรณีเฉพาะภายใต้ใบอนุญาตประเภทที่ 5 จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการใช้กฎหมายภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนนโยบายการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการควบคุมสินค้าที่กระทบต่อสังคมอย่างเป็นระบบ
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
