Cover Story
สัมภาษณ์พิเศษ ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง “ทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 นโยบายการคลัง มาตรการสนับสนุนธุรกิจ และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย”
กองบรรณาธิการ ภาพ เอกรัตน์ ศรีพานิชย์
ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน ผู้ประกอบการและผู้บริหารต่างต้องการข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยประเมินทิศทางปีหน้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการคลังที่มีผลโดยตรงต่อการวางแผน ต้นทุนธุรกิจ และการลงทุนในอนาคต จึงทำให้บทบาทของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยิ่งทวีความสำคัญและถูกจับตาอย่างมากในช่วงนี้
แน่นอนว่าหนึ่งในเสียงที่ภาคธุรกิจและประชาชนให้ความสนใจก็คือ มุมมองของผู้อำนวยการ สศค. ซึ่งเป็นซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสนอแนะนโยบายการคลัง ของกระทรวงการคลัง
ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่วารสารเอกสารภาษีอากรได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในประเด็น “ทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 นโยบายการคลัง มาตรการสนับสนุนธุรกิจ และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย” ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานด้านภาษีอากรและการคลังมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี ผ่านการดำรงตำแหน่งระดับสูงในหลายหน่วยงานสำคัญของกระทรวงฯ อาทิ รองอธิบดีกรมสรรพากร ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี และรองปลัดกระทรวงการคลัง การพูดคุยในครั้งนี้เราจึงได้เห็นถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย มาตรการการคลัง และสัญญาณที่ภาคธุรกิจควรเตรียมพร้อมรับมือเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริหารวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
หลายท่านคุ้นชื่อ “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง” หรือ สศค. แต่อาจยังไม่ทราบชัดถึงบทบาทและภารกิจของหน่วยงาน จึงขอให้ท่านได้กรุณาเล่าถึงภารกิจหลักและบทบาทของ สศค. ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือที่เรารู้จักในนามของ สศค. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการคลังของประเทศ ประกอบด้วย 1) นโยบายการคลัง 2) นโยบายภาษี 3) นโยบายเศรษฐกิจมหภาค 4) นโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน 5) นโยบายการออมการลงทุน 6) นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 7) นโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน และ 8) นโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงินสำหรับงานด้านนโยบายนั้น ปัจจุบัน สศค. มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจไทย ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : รักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการเงินการคลังโดยรักษาวินัยการเงินการคลัง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงด้านการคลังอย่างครบถ้วนและครอบคลุมทุกภาคส่วน และสร้างความเข้มแข็งการคลังท้องถิ่น
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ ผ่านการส่งเสริมการพัฒนาระบบการเงิน พัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มโอกาสและความเข้มแข็งให้ SMEs และเกษตรกร สนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการค้า การเงิน และการลงทุนในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืนผ่านเครื่องมือทางการเงินการคลังและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาระบบการออมเพื่อการเกษียณให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาทักษะทางการเงินให้แก่ประชาชน ตลอดจนเสนอแนะมาตรการทางการคลังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ส่งเสริมบทบาท พัฒนาความร่วมมือ และให้ความรู้แก่สาธารณชน โดยการส่งเสริมบทบาทเชิงรุกและพัฒนาเครือข่ายที่เข้มแข็งร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือการเงินการคลังระหว่างประเทศ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร มาตรการเศรษฐกิจการคลัง และผลงานเชิงวิชาการ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชน
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : พัฒนาองค์กรให้ทันสมัย ยึดหลักธรรมาภิบาล ผ่านการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านทรัพยากรบุคคล ส่งเสริมงานวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม เสริมศักยภาพขององค์กรด้วยนวัตกรรมข้อมูลและฐานข้อมูล พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พัฒนาระบบบริหาร และการตรวจสอบให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ในปี 2568 ที่ผ่านมา สศค. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกำหนดนโยบายเศรษฐกิจการคลังที่สมดุลระหว่างการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นและการยกระดับศักยภาพระยะยาว ผ่านการวางนโยบายบนฐานข้อมูลจริง รักษาเสถียรภาพมหภาค และประสานนโยบาย Quick Big Win ซึ่งประกอบไปด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่
เสาหลักที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เสาหลักที่ 2 ลดภาระหนี้ประชาชน เสาหลักที่ 3 ส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) เสาหลักที่ 4 ความมั่นคงทางการเงินเพื่อประชาชน และเสาหลักที่ 5 ลงทุนเพื่ออนาคต โดยทุกโครงการต้องสอดคล้องอยู่ภายใต้ฐานรากเดียวกันซึ่งก็คือกรอบวินัยการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสูงสุดต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีทั้งความยืดหยุ่นและความรอบคอบ เพื่อให้สามารถรับมือความเสี่ยงระยะสั้นได้และสร้างรากฐานระยะยาวไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน
ปี 2569 สศค. มองภาพรวมเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร ทั้งในแง่ของการเติบโต การลงทุน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
จากการคาดการณ์ของ สศค. เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 เป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี อย่างเช่น คนละครึ่ง พลัส ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายประเทศ
สำหรับปี 2569 การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแรงกดดันจากการส่งออกที่คาดว่าจะหดตัวเล็กน้อย หลังจากมีการเร่งส่งออกล่วงหน้าในปีก่อนเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโดยรวมจะยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาคท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35.5 ล้านคน รวมถึงการจัดงานสำคัญระดับนานาชาติ เช่น การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกประจำปี ที่คาดว่าจะถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและบริการที่เกี่ยวข้อง ทำให้ สศค. คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 2.0
ในด้านอุปสงค์ในประเทศ คาดว่าการบริโภคเอกชนยังขยายตัวได้ต่อเนื่องร้อยละ 2.4 การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.0 จากการเร่งรัดเบิกจ่าย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 1.7 ตามแนวโน้มคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 0.5 ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุลที่ร้อยละ 2.5 ของ GDP ซึ่งสะท้อนฐานะภายนอกประเทศที่แข็งแรงของไทย
ในภาพรวม จากการคาดการณ์ ณ เดือนตุลาคม เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงของ BOI การเร่งรัดการใช้จ่ายและการเบิกจ่ายภาครัฐ รวมถึงแนวโน้มการขยายตัวในเกณฑ์ดีของภาคการเกษตร
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ว่าจะเป็นทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ การย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระดับหนี้ครัวเรือน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก นอกจากนี้ การไหลเข้าของสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอาจกดดันผู้ประกอบการไทยบางกลุ่มได้เช่นกัน
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
