ภาษีสรรพากร
ส่งออกสินค้า - ส่งออกบริการ ความเหมือนที่แตกต่าง ตอนจบ
ชุมพร เสนไสย
การส่งออกสินค้าและการส่งออกบริการ นอกจากจะพิจารณาเรื่องความหมายอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อที่จะต้องพิจารณาต่อไป คือ เรื่อง “ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งมีข้อที่จะต้องพิจารณาดังนี้
4. ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
4.1 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออกสินค้า
ตามมาตรา 78 (4) ได้บัญญัติไว้ดังนี้
มาตรา 78 ภายใต้บังคับมาตรา 78/3 ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(4) การขายสินค้าโดยส่งออก ให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
(ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาออก วางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออก แล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
(ข) การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา 77/1 (14) (ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว
(ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
จะเห็นได้ว่า การส่งออกสินค้าซึ่งมีทั้งการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปต่างประเทศกับการส่งออกสินค้าโดยส่งจากนอกเขตปลอดอากรเข้าไปยังเขตปลอดอากร ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะเกิดขึ้นต่างกัน
ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงเฉพาะการส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ ซึ่งความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะไปผูกพันกับพิธีการศุลกากร กล่าวคือ การส่งออกสินค้าไปต่างประเทศโดยส่วนใหญ่จะได้รับยกเว้นอากรขาออกเกือบทั้งหมด ดังนั้นความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจะเกิดขึ้นในวันที่การออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ดังนั้นการส่งออกสินค้าถ้ามีการเดินพิธีการศุลกากรส่งออก ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าจึงจะต้องนำเอายอดขายจากการส่งออกมากรอกในรายงานภาษีขายและยื่นแบบ ภ.พ.30 ของเดือนที่มีการเดินพิธีการศุลกากร โดยวันที่ถือว่าเป็นการออกใบขนสินค้าขาออกได้แก่วันที่ตาม Status 0209 ซึ่งไม่ใช่วันที่มีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ เนื่องจากการส่งออกสินค้าเมื่อมีการออกใบขนสินค้าขาออก อันจะมีผลทำให้สินค้านั้นผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อส่งออกไปต่างประเทศตามขั้นตอนต่อไป โดยต้องลงรายการในรายงานภาษีขายภายใน 3 วันทำการ นับถัดจากวันตามวันที่ตาม Status 0209
กรณีถ้ากรอกรายงานภาษีขายผิดวัน สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นจะไม่เสียเบี้ยปรับ รวมทั้งเงินเพิ่มแต่อย่างใด เพราะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เพียงแต่อาจจะต้องเสียค่าปรับในการลงในรายงานภาษีขายไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยจะเสียค่าปรับทางอาญา 2,000 บาท ตามมาตรา 90 (15) แห่งประมวลรัษฎากร แต่อย่างไรก็ดี ถ้าสินค้านั้นไม่มีการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ สินค้านั้นก็ยังไม่ถือเป็นการส่งออก ดังนั้นหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่ามีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศก็คือ หลักฐานว่าสินค้านั้นมีการตรวจปล่อยสินค้าเพื่อลงเรือส่งไปต่างประเทศ ดังนั้นหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าสินค้านั้นมีการส่งออกไปต่างประเทศจึงต้องใช้หลักฐานตามใบขนขาออกที่เป็น Status 0409
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้วางแนวทางในการตรวจสอบว่าสินค้านั้นส่งออกไปขายให้ผู้ซื้อที่ต่างประเทศที่จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.97/2543
“ข้อ 2 กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อในต่างประเทศและผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เพื่อส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ ตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออก ตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร
โรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศตามวรรคหนึ่ง มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณภาษีตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร
ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้
(1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ซื้อในต่างประเทศซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนจริง เช่น Proforma Invoice หรือ Purchase Order หรือ Order Note หรือเอกสารอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน
(2) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ และโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศได้จัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร
(3) หลักฐานการส่งออกสินค้าในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น ใบกำกับสินค้า (Invoice) ใบตราส่ง (Bill of Lading) หรือ Air Waybill
(4) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) เป็นต้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
(ก) กรณีผู้ซื้อในต่างประเทศมอบหมายให้ตัวแทน ผู้ทำการแทน หรือสำนักงานสาขาในประเทศไทยเป็นผู้ชำระราคาค่าสินค้าแทน ผู้ประกอบการจดทะเบียนสามารถใช้เอกสารที่ระบุว่านำเงินเข้าบัญชีธนาคารหรือ Bank Statement ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ก็ได้
(ข) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนส่งสินค้าไปเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศโดยไม่มีค่าตอบแทน ก็ไม่จำต้องมีหลักฐานแสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice)
(5) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร
กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ได้ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทยตามมาตรา 77/1 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกตามมาตรา 77/1 (13) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวจะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้
(1) หลักฐานที่แสดงว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ผลิตสินค้าดังกล่าวหรือซื้อสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ และโรงงานผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศได้จัดทำใบกำกับภาษีเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 82/4 และมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร
(2) หลักฐานใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน
(3) หลักฐานการบรรจุหีบห่อ (Packing List) เว้นแต่สินค้าที่ไม่จำต้องบรรจุหีบห่อ เช่น ไม้ เสาเข็ม เป็นต้น ก็ไม่จำต้องมี Packing List เพื่อแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน
(4) หลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า(Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน เช่น หลักฐานการเปิด L/C (Letter of Credit) หรือหลักฐานการจัดทำ T/T (Telex Transfer) หรือ T/P (Term of Payment) เป็นต้น กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่สามารถแสดงหลักฐานดังกล่าว แต่ได้บันทึกรายการส่งออกสินค้าในรายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีเงินสดรับหรือบัญชีขาย ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหลักฐานที่แสดงว่ารับชำระราคาค่าสินค้าหรือมีหลักฐานที่แสดงว่าจะมีการชำระราคาค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้า (Invoice) ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียน
(5) หลักฐานใบกำกับภาษีซื้อและรายงานภาษีซื้อ
(6) หลักฐานสำเนาใบขนสินค้าขาออกในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ผ่านพิธีการศุลกากรฉบับที่มีการสลักหลังการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการตรวจปล่อยสินค้าโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
