สนทนาประสา HR
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตอนที่ 2 : การหักเงินค่าจ้างส่งสะสม เงินสมทบ เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
เชิดศักดิ์ กำปั่นทอง
ค่าจ้าง
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้างงาน การปฏิบัติต่อกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และการดำเนินการต่อรัฐ สำหรับการจ้างแรงงานนั้น ถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ผูกนิติสัมพันธ์กันภายใต้หลักเสรีภาพในการทำสัญญา โดยนายจ้างตกลงจ่ายค่าตอบแทนการทำงาน หรือค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่ตกลงกัน อัตราค่าจ้างและสิทธิประโยชน์อื่นที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนการทำงาน จึงเป็นสิ่งที่กำหนดการตัดสินใจของคู่สัญญาที่จะตกลงทำสัญญาจ้างกัน “ค่าจ้าง” ถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าต้นทุนอย่างอื่นในการประกอบกิจการ
นอกจากค่าจ้างจะเป็นค่าตอบแทนการทำงานที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างตามที่ตกลงกันตามสัญญาจ้างงานแล้ว ค่าจ้างยังใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินต่างๆ เช่น การส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน การจ่ายค่าชดเชย การจ่ายค่าล่วงเวลา การจ่ายโบนัส เป็นต้น การจ้างลูกจ้างมาทำงานนั้น นอกจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ นายจ้างหลายรายมักจะจ่ายสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอย่างอื่นให้แก่ลูกจ้างด้วย โดยเรียกชื่อต่างๆ เช่น ค่าครองชีพ เบี้ยขยัน ค่าน้ำมันรถ โบนัส เป็นต้น ซึ่งสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ ดังกล่าวอาจเกิดจากการที่นายจ้างตกลงให้แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว หรือเกิดจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ฝ่ายลูกจ้างเรียกร้องให้นายจ้างจัดให้ทั้งที่เป็นตัวเงินและสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานต่างๆ ในส่วนของสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ นั้น การจ่ายเงินบางลักษณะอาจถือว่าเป็นค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน บางลักษณะไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่เป็นสวัสดิการ หรืออาจเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานอื่นได้ ความหมายของค่าจ้างจึงมีความสำคัญ เนื่องจากตามกฎหมายแต่ละฉบับอาจกำหนดนิยามและการตีความต่างกันได้ ซึ่งบางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะพิจารณาว่าเงินลักษณะใดบ้างเป็นค่าจ้างหรือไม่ หากไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้ ดังนั้น จึงต้องทำความเข้าใจความหมายของ “ค่าจ้าง” เสียก่อนว่ามีความหมายอย่างไร สำหรับค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจความหมายซึ่งเคยบัญญัติไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2515 ข้อ 2 ไว้ว่า “ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินหรือเงินและสิ่งของที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ และหมายความรวมถึง เงินหรือเงินหรือสิ่งของที่จ่ายให้ในวันหยุดซึ่งลูกจ้างไม่ได้ทำงาน และในวันลาด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกำหนด คำนวณ หรือจ่ายเป็นการตอบแทนในวิธีอย่างไร และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2541 เป็นต้นมา ได้มีการกำหนดนิยามคำว่า “ค่าจ้าง” แตกต่างไปจากเดิม คือ ตามมาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้ความหมายรวมถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้
การตีความว่าเงินใดเป็น “ค่าจ้าง” หรือไม่เป็น “ค่าจ้าง” แต่เป็นเงินสวัสดิการ หรือจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น จำต้องพิจารณา
บริหารคนอย่างมืออาชีพ ปลดล็อกทุกข้อสงสัยด้าน HR
สมัครสมาชิก HR Society Magazine
เพื่อเข้าถึงคลังความรู้การบริหารทรัพยากรบุคคลแบบรอบด้าน อัปเดตกฎหมายแรงงานและประกันสังคมทันทุกเทรนด์ ส่งตรงบทความจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือกฎหมายแรงงาน ปีละ 1 เล่ม (มูลค่า 350 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องกฎหมายแรงงาน/การบริหารคน) ฟรี ปีละ 2 ที่นั่ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
