Accounting for Executives
ไม่จบบัญชีก็เข้าใจได้ นำทางธุรกิจให้โตด้วย “ตัวเลขบนงบการเงิน”
คำนึง สาริสระ

สำหรับเจ้าของธุรกิจโดยทั่วไป ภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ “ยอดขายทะลุเป้า ออเดอร์ล้นมือ โรงงานผลิตแทบไม่ทัน” คือ สัญลักษณ์ของความสำเร็จที่น่าชื่นใจ แต่ในโลกความเป็นจริงของภาพธุรกิจ หลายบริษัทกลับต้องปิดตัวลงอย่างน่าเสียดายในวันที่สินค้าขายดีที่สุด ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “กับดักขายดีจนเจ๊ง” ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของธุรกิจมุ่งความสนใจไปที่ยอดขาย (Sales) และผลกำไร (ตัวเลข) เพียงอย่างเดียว แต่กลับละเลยสิ่งที่เป็นเสมือนออกซิเจนหล่อเลี้ยงชีวิตของธุรกิจ นั่นคือ “กระแสเงินสด” และการตรวจสอบสถานะทางการเงินที่แท้จริง การบริหารธุรกิจโดยมองแค่ตัวเลขยอดขายหรือผลกำไรโดยไม่อ่านงบการเงิน เปรียบเสมือนการขับรถระยะไกลในเวลากลางคืนโดยปิดไฟหน้า และไม่เคยกวาดสายตามองแผงหน้าปัดรถยนต์เลยแม้แต่ครั้งเดียว
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการเปิดงบการเงินขึ้นมาดู คือความเชื่อที่ว่า “บัญชีเป็นเรื่องยาก เป็นภาษาต่างดาวที่มีแต่สมุห์บัญชีหรือนักบัญชีเท่านั้นที่เข้าใจ” แต่อันที่จริงแล้ว หน้าที่ของนักบัญชีคือผู้รวบรวมและบันทึกประวัติศาสตร์ของข้อมูลทางการค้า (ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน) ส่วนหน้าที่ของเจ้าของธุรกิจคือ “ผู้ใช้ประวัติศาสตร์นั้นนำทางอนาคต” งบการเงินไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ชั้นสูงที่ต้องคำนวณสถิติซับซ้อน หากแต่เป็น “กระจกบอกเรื่องราว” ที่เห็นภาพและบอกเล่าพฤติกรรมของธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ตัวเลขทุกตัวบนงบการเงินที่แสดง มีเรื่องเล่าที่กำลังบอกว่าบริษัทมีเงินสดมากหรือน้อย เพียงพอหรือไม่ ลูกหนี้กำลังเหนียวหนี้หรือเปล่า สินค้าคงเหลือ (Stock) มีมากเกินไปจนกลายเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost) หรือเรากำลังกู้เงินมาหมุนจนเกินตัว ดังนั้นการเข้าใจตัวเลขในงบการเงินจึงไม่ใช่เรื่องของการบันทึกบัญชี ลงเดบิต (Debit) หรือเครดิต (Credit) ให้ถูกต้อง แต่คือการเรียนรู้ที่จะฟัง “เสียง” ของธุรกิจตนเองผ่านตัวเลขนั่นเอง
เจ้าของธุรกิจหลายท่านเห็นงบการเงินแล้วมักมีความรู้สึกว่า “มีแต่ตัวเลขเต็มไปหมด ศัพท์บัญชีอ่านก็ไม่ค่อยเข้าใจ มีหลายหน้า และไม่รู้จะเริ่มอ่านจากตรงไหนดี” จึงเลือกที่จะปิดงบการเงินและไม่อ่าน แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบัญชีและผู้สอบบัญชีแทน
ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจควรทราบก็คือ งบการเงินไม่ได้จัดทำเพื่อนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชี แต่จัดทำขึ้นเพื่อเจ้าของธุรกิจใช้ประกอบการตัดสินใจ อาจกล่าวง่าย ๆ ได้ว่างบการเงินคือ “รายงานสุขภาพ” ของธุรกิจนั่นเอง ให้ลองเปรียบเทียบกับการตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อเราไปตรวจสุขภาพก็จะตรวจความดัน ระดับน้ำตาล ไขมัน การทำงานของไต การทำงานของหัวใจ เป็นต้น ซึ่งผลการตรวจสุขภาพจะออกมาเป็นตัวเลข ซึ่งเมื่อแพทย์นำมาวิเคราะห์ก็จะสามารถบอกเราได้ว่าสุขภาพแข็งแรงหรือไม่ มีความเสี่ยงเรื่องใด ควรดูแลอย่างไร ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ตัวเลขที่ปรากฏในงบการเงินก็จะเป็นรายงานสุขภาพของกิจการที่สามารถบอกว่าธุรกิจของเรามีความแข็งแรงมั่นคงหรือไม่ มีเงินสดเพียงพอหรือไม่ มีหนี้สินมากเกินไปหรือไม่ มีกำไรหรือขาดทุนอย่างไร และควรระวังเรื่องใด ซึ่งโดยทั่วไปนักบัญชีจะเป็นผู้ช่วยสำคัญในการแปลความหมายของตัวเลขเพื่อให้เจ้าของธุรกิจได้เข้าใจ (แต่อย่างไรก็ดี หากเจ้าของธุรกิจอ่านตัวเลขเป็น ช่างสังเกต และรู้จักรู้จักตั้งคำถาม ก็จะเป็นประโยชน์มิใช่น้อย ถึงแม้ไม่จบบัญชีก็สามารถบริหารตัวเลขในงบการเงินได้)
เพื่อให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจตัวเลขในงบการเงินได้ง่ายขึ้น เราลองมาเปรียบเทียบธุรกิจกับรถแข่ง เจ้าของธุรกิจที่จะสามารถนำพาธุรกิจไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่เพียงฝีมือการเหยียบคันเร่งของคนขับหรือความแรงของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้รถแข่งคันนี้ไปถึงเส้นชัยโดยไม่พลิกคว่ำหรือน้ำมันหมดกลางทาง นั่นคือคนขับต้องอ่านค่าบนแผงหน้าปัดคนขับได้อย่างแม่นยำ
ดังนั้นในทางธุรกิจแผงหน้าปัดอัจฉริยะที่ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวคือ งบการเงิน เพียงเจ้าของธุรกิจให้ความสนใจ เฝ้ามอง เหมือนเป็นกระจกสะท้อน ก็จะพบว่าตัวเลขที่ปรากฏในงบการเงินคือสถานะทางธุรกิจที่ตรงไปตรงมา ... เชื่อเถอะครับว่างบการเงินเข้าใจไม่ยากอย่างที่คิด
รายละเอียดในงบการเงิน
เรามาดูรายละเอียดในงบการเงินกัน
1. งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) - “วันนี้เราวิ่งได้เร็วแค่ไหน”
ข้อมูลในงบการเงินที่เจ้าของธุรกิจคุ้นเคยมากที่สุดคือ งบกำไรขาดทุน หากเปรียบเทียบกับการขับรถ งบนี้ทำหน้าที่เป็น “มาตรวัดความเร็ว” ที่คอยบอกเราว่าในรอบเดือน รอบไตรมาส หรือรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจของเราวิ่งได้เร็วและแรงแค่ไหน โดยสมการพื้นฐานของงบนี้มีเพียงง่าย ๆ คือ
• รายได้ (Revenue) : คือ ตัวเลขที่บอกว่าเราหาเงินเข้าบ้านได้เก่งแค่ไหน มีลูกค้าอุดหนุนมากเท่าใด
• ค่าใช้จ่าย (Expenses) : คือ ต้นทุนทั้งหมดที่เสียไปเพื่อแลกกับรายได้นั้น ๆ ตั้งแต่ต้นทุนสินค้า เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสถานที่ ไปจนถึงดอกเบี้ยและภาษี
• กำไรสุทธิ (Net Profit) : คือ เงินส่วนต่างที่เหลืออยู่ตอนท้ายสุด ซึ่งเจ้าของธุรกิจมักเรียกติดปากว่า “กำไรบรรทัดสุดท้าย” (Bottom Line)
จุดตายที่ต้องดู เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักตกหลุมรักตัวเลขกำไรสุทธิ แต่จุดตายที่แท้จริงซึ่งส่งสัญญาณอันตรายได้เร็วกว่าคือ กำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งมาจาก (รายได้ - ต้นทุนสินค้า - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร) ซึ่งกำไรตัวนี้เป็นตัวชี้วัดว่าการดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จหรือไม่ “ธุรกิจหลักสร้างกำไรได้จริงหรือไม่”
เปรียบเทียบเข้าใจให้ง่ายขึ้น สมมติว่าเราทำธุรกิจเปิดร้านขายกาแฟ ปีนี้มีรายได้จากการขายกาแฟ 2,000,000 บาท หักต้นทุนขาย หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวม 1,800,000 บาท เหลือเป็นกำไร 200,000 บาท นั่นคือกำไรจากการดำเนินงาน แต่ถ้าปรากฏว่าในปีนั้น ธุรกิจมีการขายรถยนต์เก่า มีกำไร 300,000 บาท ก็ทำให้ธุรกิจมีกำไรเป็น 500,000 บาท แต่มีคำถามว่าปีหน้าจะมีรถยนต์ให้ขายและมีกำไรอีกหรือไม่ ซึ่งคำตอบคืออาจจะไม่มี
ดังนั้นโครงสร้างผลการดำเนินงานที่เจ้าของธุรกิจต้องดูให้ออกคือ รายได้หลักหักต้นทุนขาย หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร หักด้วยรายได้อื่น ทำนองเดียวกันเมื่อดูตัวเลขในงบการเงิน (ข้อแนะนำ : เจ้าของธุรกิจควรดูข้อมูลเปรียบเทียบมากกว่า 1 ปี) หากกำไรจากการดำเนินงานลดลงไปเรื่อย ๆ (แย่ที่สุดกลายเป็นผลขาดทุน) นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าเรากำลังตกอยู่ในสงครามราคา ถูกคู่แข่งบีบให้ลดราคาหรือต้นทุนขายกำลังพุ่งสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงขึ้นจนกินเนื้อตัวเอง การรู้ตัวเลขนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจปรับกลยุทธ์การตั้งราคาหรือเจรจากับซัปพลายเออร์ บริหารควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ทันท่วงที ก่อนที่กำไรจากการดำเนินงานจะกลายเป็นศูนย์หรือติดผลลบ (กลายเป็นผลขาดทุน)
2. งบฐานะการเงินหรืองบดุล (เดิม) (Statement of Financial Position) - “โครงสร้างรถแข็งแรงพอไหม
ในขณะที่งบกำไรขาดทุนบอกความเร็วว่างวดนี้เราทำผลงานได้ดีแค่ไหน งบฐานะการเงิน (หรือที่เรียกกันติดปากว่า งบดุล) จะทำหน้าที่เป็น “รายงานตรวจสภาพรถ” ที่บอกว่าโครงสร้างรถของเราแข็งแรงพอที่จะวิ่งระยะยาวหรือไม่ งบฐานะการเงินจะสะท้อน “ภาพนิ่ง” ณ วันใดวันหนึ่งว่าธุรกิจมีความมั่งคั่งและมีภาระผูกพันอะไรบ้าง ผ่านสมการบัญชีที่เป็นสากลโลก
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
