คำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกา และหมายเหตุ เรื่อง “ทักษิณ” ต้องเสียภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปจริงหรือ ? (ตอนจบ)
ศ.ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม , ผศ.ดุลยลักษณ์ ตราชูธรรม , พิจิต ตราชูธรรม
ในตอนที่ผ่าน ๆ มาได้พูดถึงที่มาและรายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกา ตอนนี้จะเป็นการวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา
การวิเคราะห์คำพิพากษา
ประเด็นที่ 1 : เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรได้ประเมินให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาชำระภาษีจากการที่ซื้อหุ้นชินคอร์ปมาในราคาหุ้นละ 1 บาท แต่ราคาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ได้รับประโยชน์ซึ่งคำนวณค่าได้เป็นเงินหุ้นละ 48.25 บาท เข้านิยามคำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร รวมเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ 15,883,909,650 บาท ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5% ถึง 37% ในขณะนั้น พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคนละ 5,904,791,172.29 บาท
นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย
นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทานำคดีไปฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
กรมสรรพากรขอให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วินิจฉัยว่า นายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง ผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีที่แท้จริงคือนายทักษิณซึ่งเป็นตัวการ มิใช่บุคคลทั้งสอง พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีบุคคลทั้งสองและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
กรมสรรพากรไม่อุทธรณ์ คดีเป็นอันถึงที่สุด
ต่อมา วันที่ 28 มีนาคม 2560 เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรได้ประเมินให้นายทักษิณ ตัวการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 17,600 ล้านบาท ก่อนครบกำหนดเวลา 10 ปี ในการประเมินเรียกเก็บภาษีเพียง 3 วัน
นายทักษิณอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
นายทักษิณยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง
กรมสรรพากรขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
กรมสรรพากรอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน
กรมสรรพากรฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง เนื่องจากนายทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน นายทักษิณจึงเป็นผู้มีเงินได้ที่แท้จริงและเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีจากการที่บุตรทั้งสองซื้อหุ้นชินคอร์ปในราคาหุ้นละ 1 บาท ต่ำกว่าราคาตลาดหุ้นละ 48.25 บาท แม้จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้กำไรจากการขายหุ้น (Capital Gain) ให้กลุ่มบริษัทในกองทุนเทมาเส็ก เนื่องจากเป็นการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ก็ต้องเสียภาษีจากประโยชน์ที่ได้รับจากการซื้อหุ้นต่ำกว่าราคาตลาดหุ้นละ 48.25 บาท ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และแม้เจ้าพนักงานประเมินจะไม่ได้ออกหมายเรียกนายทักษิณ ก็ถือเป็นการประเมินภาษีที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการออกหมายเรียกบุตรทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทน ถือว่าออกหมายเรียกนายทักษิณตัวการแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ดังนั้นนายทักษิณจึงต้องเสียภาษีรวม 17,600 ล้านบาท
ประเด็นที่ 2 : ปัญหามีว่า การที่กรมสรรพากรไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ตัวแทนถูกประเมินเรียกเก็บภาษีนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
คดีดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากบุคคลทั้งสองมีชื่อในใบหุ้นชินคอร์ปที่ซื้อจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด หรือ Ample Rich โดยซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก Ample Rich มาในราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ได้รับประโยชน์ซึ่งคำนวณค่าได้เป็นเงินหุ้นละ 48.25 บาท อันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 61 บัญญัติว่า
“บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆ แสดงว่า
(1) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน หรือ
(2) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากบุคคลที่มีชื่อในหนังสือสำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน”
บทบัญญัติที่ว่า “แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน” แสดงว่าผู้ถูกประเมินภาษีตามมาตรา 61 ดังกล่าว ไม่จำต้องเป็นเจ้าของเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากหนังสือสำคัญนั้น ดังนั้นแม้บุคคลผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญจะเป็นเพียงตัวแทน เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลนั้นได้ มาตรา 61 จึงเป็นกฎหมายปิดปาก (Estoppel) มิให้บุคคลผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญโต้แย้งว่าตนเป็นเพียงตัวแทน มิได้มีเงินได้พึงประเมินที่แท้จริง ไม่ต้องเสียภาษี
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
