Tax Tips for HR
ภาระภาษีและผลกระทบ กรณีข้อบังคับการจัดให้มีผู้ช่วยผู้สอบบัญชีตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 368/2569
วินัย ปณิธานรักษ์ชัย

ตลาดการตรวจสอบบัญชีสำหรับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เผชิญกับความท้าทายในด้านคุณภาพการตรวจสอบมาเป็นเวลาช้านาน เนื่องจากการกระจุกตัวของปริมาณงานในมือของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี (Tax Auditor : TA) และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant : CPA) บางรายที่รับงานเกินกว่าขีดความสามารถที่แท้จริง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมสรรพากรจึงได้ตราคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.368/2569 เรื่อง กำหนดจรรยาบรรณของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อยกระดับกลไกการกำกับดูแลคุณภาพ โดยบังคับให้ผู้สอบบัญชีที่รับงานเกินกว่า 30 รายต่อปี ต้องจัดให้มีผู้ช่วยผู้สอบบัญชี (Audit Assistant) ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบัญชีในอัตราส่วนที่กำหนด พร้อมทั้งกำหนดเพดานสูงสุดในการรับงานไม่เกิน 300 รายต่อปี
แม้ว่านโยบายนี้จะมีเจตจำนงในการเพิ่มความโปร่งใสและเสถียรภาพทางการคลัง แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และกฎหมายภาษีอากร ข้อบังคับดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) บทความนี้จะวิเคราะห์ภาระภาษีเชิงซ้อน ต้นทุนค่าเสียโอกาส และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดวิชาชีพและผู้ประกอบการ SMEs ของไทย ภายใต้บริบทของกฎหมายฉบับใหม่นี้
1. บริบททางกฎหมายและสาระสำคัญของคำสั่ง ท.ป.368/2569
การทำความเข้าใจผลกระทบเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องวิเคราะห์บทบัญญัติทางกฎหมายลายลักษณ์อักษรและเงื่อนไขการบังคับใช้ ซึ่งมีการปรับปรุงมาจากคำสั่งเดิม (ท.ป.366/2569) ดังนี้
1.1 ขอบเขตการบังคับใช้และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คำสั่ง ท.ป. 368/2569 บังคับใช้กับผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทจำกัดเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี
1.2 เกณฑ์ขั้นบันไดและการจำกัดปริมาณงาน (Tiered Compliance & Caps) กฎหมายแบ่งสัดส่วนการปฏิบัติงานออกเป็น 3 ระดับหลัก
1) ระดับฐานราก (ไม่เกิน 30 รายต่อปี) ไม่บังคับให้ต้องจัดให้มีผู้ช่วยผู้สอบบัญชี เหมาะสำหรับผู้สอบบัญชีอิสระรายย่อยที่เน้นการปฏิบัติงานด้วยตนเอง (Sole Practitioner)
2) ระดับขยายตัว (31 - 300 รายต่อปี) บังคับให้ต้องจัดให้มีผู้ช่วยผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยกำหนดสัดส่วนทางคณิตศาสตร์อย่างเคร่งครัดคือ ผู้ช่วย 1 คน สามารถรับผิดชอบงานตรวจสอบได้สูงสุดไม่เกิน 15 ราย
3) เพดานสูงสุด (Absolute Cap) ห้ามผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีรายใดรายหนึ่ง ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเกินกว่า 300 รายต่อปี โดยเด็ดขาด
1.3 คุณสมบัติของผู้ช่วยผู้สอบบัญชีภาษีอากร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีตามคำสั่งนี้จะต้องสำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการบัญชี แม้จะไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบขึ้นทะเบียนเป็น TA หรือ CPA แต่ข้อกำหนดด้านวุฒิการศึกษานี้กลายเป็นกำแพงสกัดกั้นการใช้แรงงานกึ่งฝีมือ (Semi-skilled Labor) หรือนักศึกษาฝึกงานที่ยังเรียนไม่จบ ส่งผลให้เกิดอุปสงค์ (Demand) ต่อบัณฑิตจบใหม่ในตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว
2. การวิเคราะห์ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย
การบังคับให้จัดตั้งโครงสร้างองค์กรที่มี “ผู้ช่วยผู้สอบบัญชี” เปลี่ยนแปลงสมการต้นทุนของสำนักงานบัญชีจากต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ให้กลายเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ในลักษณะก้าวกระโดด (Step-fixed Costs)
2.1 ต้นทุนทางการเงินโดยตรง
1) สมมติฐาน หากผู้สอบบัญชีรายหนึ่งต้องการรับงานสูงสุดที่ 300 รายต่อปี สมการคำนวณจำนวนผู้ช่วยขั้นต่ำคือ (300-30)/15=18 เป็นการคำนวณเพื่อหา “จำนวนผู้ช่วยผู้สอบบัญชีขั้นต่ำ” ที่ผู้สอบบัญชี 1 คนจำเป็นต้องจ้าง หากต้องการรับงานตรวจสอบบัญชีในปริมาณสูงสุดที่กฎหมายยอมรับ โดยแยกแปลความหมายตามตัวเลขในสูตรได้ดังนี้
▪ 300 (ตัวตั้งตัวแรก) คือ เพดานสูงสุดที่กรมสรรพากรอนุญาตให้ผู้สอบบัญชี 1 คน ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินได้ไม่เกิน 300 รายต่อปี
▪ 30 (ตัวที่นำไปลบ) คือ จำนวนงานยกเว้น ซึ่งกฎหมายระบุว่าหากผู้สอบบัญชีรับงานไม่เกิน 30 รายแรก “ไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วย” (ดังนั้นจึงนำ 30 รายนี้ไปลบออกก่อน เพื่อหาจำนวนงานส่วนที่บังคับว่าต้องมีผู้ช่วย ซึ่งก็คือ 270 ราย)
▪ 15 (ตัวหาร) คือ อัตราส่วนควบคุม ตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ช่วยผู้สอบบัญชี 1 คน สามารถช่วยตรวจงานได้สูงสุดไม่เกิน 15 ราย
▪ 18 (ผลลัพธ์) คือ จำนวนผู้ช่วยผู้สอบบัญชี (คน) ที่สำนักงานต้องจัดหามาทำงานจริง
สรุปความหมายเชิงปฏิบัติ ถ้าคุณเป็นผู้สอบบัญชีและต้องการรับงานให้เต็มโควตา 300 บริษัทพอดี คุณจะใช้วิธีลุยเดี่ยวเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว คุณถูกบังคับทางอ้อมให้ต้องควักเงินกระเป๋าตัวเองเพื่อจ้างพนักงานวุฒิปริญญาตรีบัญชีเข้ามานั่งในสำนักงานอย่างน้อยที่สุด 18 คน เพื่อให้ถูกต้องตามเกณฑ์สัดส่วนของกรมสรรพากรฉบับนี้
2) หากอัตราเงินเดือนเฉลี่ยของบัณฑิตบัญชีปริญญาตรีอยู่ที่ 18,000 บาทต่อเดือน ต้นทุนส่วนเพิ่มเฉพาะเงินเดือนจะเป็นเงินตามสมการ 18 × 18,000 × 12 = 3,888,000 แปลว่า “มูลค่าต้นทุนเฉพาะเงินเดือนผู้ช่วยขั้นต่ำที่สำนักงานบัญชีต้องจ่ายเพิ่มขึ้นต่อปี” หากต้องการรับงานตรวจสอบบัญชีให้เต็มโควตา 300 ราย โดยสามารถแยกแปลความหมายตามตัวเลขในสูตรได้ดังนี้
▪ 18 คือ จำนวนผู้ช่วยผู้สอบบัญชี (คน) ที่คำนวณได้จากข้อกำหนดของกฎหมายก่อนหน้านี้
▪ 18,000 คือ อัตราเงินเดือนสมมติ (บาท/เดือน) ของเด็กจบใหม่ปริญญาตรีสาขาบัญชีในปัจจุบัน
▪ 12 คือ จำนวนเดือนใน 1 ปี
▪ 3,888,000 คือ ยอดเงินรวม (บาท/ปี) ที่สำนักงานต้องจ่ายออกไปเป็นค่าเงินเดือนพนักงาน
สรุปความหมายเชิงปฏิบัติ ตัวเลขเกือบ 4 ล้านบาทต่อปีนี้คือ “ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)” ก้อนใหม่ที่งอกขึ้นมาทันทีจากการปฏิบัติตามกฎหมาย ท.ป. 368/2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก และเงินก้อนนี้ยังไม่รวมค่าโบนัส ค่าประกันสังคม หรือค่าคอมพิวเตอร์สำหรับพนักงานเลยด้วยซ้ำ ซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันคงที่ที่สำนักงานบัญชีต้องจ่ายไม่ว่าในงวดปีนั้นจะมีรายได้สม่ำเสมอหรือไม่ก็ตาม
2.2 ต้นทุนแฝงและการควบคุมคุณภาพ (Hidden and Quality Control Costs) การบริหารจัดการผู้ช่วยจำนวนมากส่งผลให้ผู้สอบบัญชีหลักต้องแบกรับต้นทุนในการควบคุมงาน (Review & Supervision Costs) ตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี (TSQC 1) ได้แก่
• ต้นทุนเวลาในการจัดทำแนวทางการสอบบัญชี (Audit Program) เพื่อเป็นลายลักษณ์อักษรและสั่งงานผู้ช่วย
• ต้นทุนการจัดเก็บเอกสารหลักฐาน (Documentation Costs) ค่าระบบ Cloud หรือ Server เพื่อจัดเก็บกระดาษทำการ (Working Papers) ที่ผู้ช่วยจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการสุ่มตรวจจากกรมสรรพากร
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
