Cover Story
สัมภาษณ์พิเศษ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) “กลยุทธ์บริหารสินทรัพย์ กู้วิกฤตผู้ประกอบการ ฟื้นฟูธุรกิจไทย”
กองบรรณาธิการ ภาพ เอกรัตน์ ศรีพานิชย์
เมื่อพูดถึง “ธุรกิจบริหารสินทรัพย์” หรือ AMC ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นเรื่องของหนี้เสีย การบังคับคดี บ้านถูกยึด หรือทรัพย์สินที่รอการขาย แต่จะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งธุรกิจที่เคยถูกมองว่าเป็น “ปลายทางของความล้มเหลว” กลับถูกนิยามใหม่ให้กลายเป็น “จุดเริ่มต้นของโอกาสครั้งที่สอง”
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากองค์กรบริหารหนี้สู่ “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่มุ่งฟื้นฟูทั้งผู้คน ธุรกิจ และทรัพย์สินให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่วารสารเอกสารภาษีอากรได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ในประเด็น “กลยุทธ์บริหารสินทรัพย์ กู้วิกฤตผู้ประกอบการ ฟื้นฟูธุรกิจไทย” บทสัมภาษณ์ครั้งนี้เราได้พูดคุยกับผู้บริหารที่มีประสบการณ์ทั้งด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ถึงมุมมองต่อ “สุขภาพเศรษฐกิจไทย” แนวคิดการเปลี่ยนหนี้ให้เป็นโอกาส ตลอดจนหลักคิดสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกที่ความไม่แน่นอนได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
จากประสบการณ์ด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ของท่าน มีส่วนทำให้การบริหาร BAM แตกต่างจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ทั่วไปอย่างไร
เมื่อพูดถึงธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือ Asset Management Corporation (AMC) ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักเชื่อมโยงกับความทุกข์ ความสูญเสีย และเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากเผชิญ ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือ “ลูกหนี้ที่กลายเป็นหนี้เสีย” และสิ่งที่คนกลุ่มนี้หวาดกลัวที่สุดก็คือการสูญเสียทรัพย์สินหรือการถูกบังคับคดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาหนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกับตัวลูกหนี้เท่านั้น หากยังสามารถสั่นคลอนความมั่นคงของทั้งครอบครัว และส่งต่อความทุกข์ไปยังคนรอบข้างได้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกัน ภาพจำอีกด้านหนึ่งของธุรกิจ AMC ก็คือการประกาศขายบ้านที่ถูกยึด โรงงานร้าง หรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความล้มเหลวและความสูญเสียในอดีต
ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมตั้งใจทำเมื่อเข้ามาบริหาร BAM คือการเปลี่ยน “Vibe” หรือความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อธุรกิจบริหารสินทรัพย์ จาก “พื้นที่แห่งความสิ้นหวัง” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งโอกาสครั้งที่สอง”
ผมเชื่อว่าลูกหนี้ที่กลายเป็นหนี้เสียยังมีโอกาสเสมอ หากได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างจริงจัง เพราะกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์มีความยืดหยุ่นแตกต่างจากสถาบันการเงินทั่วไป หากเดิมภาระหนี้กำหนดให้ต้องชำระคืนภายใน 5 หรือ 7 ปี เราสามารถขยายระยะเวลาเป็น 10 ปี 15 ปี หรือแม้แต่ 20 ปี เพื่อให้ภาระดังกล่าวอยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถรับได้จริง
ด้วยเหตุนี้ คนที่เข้ามาพบ BAM ผมไม่เคยมองว่าเป็น “ลูกหนี้” แต่เรียกว่า “ลูกค้า” และคำถามแรกที่ผมมักถามคือ “ไหวไหม และไหวแค่ไหน” หากเดิมต้องผ่อนชำระเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินไป เราอาจเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “ถ้าเหลือเดือนละ 5,000 บาท ยังพอไหวหรือไม่” เพราะเมื่อสามารถยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปได้ ภาระรายเดือนก็จะลดลง และลูกค้าจะมีโอกาสกลับมาตั้งหลักและดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกครั้ง
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน BAM ให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” หรือสิ่งที่เราเรียกว่า “Opportunity for All Model” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยล้มเหลวทางธุรกิจ หรือสูญเสียความสามารถในการรักษาทรัพย์สินของตนเอง ได้กลับมามีความหวังและลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง เพราะสิ่งแรกที่เราต้องเยียวยา อาจไม่ใช่เพียงสถานะทางการเงิน แต่คือสภาพจิตใจและความเชื่อมั่นของผู้คน และในอีกมิติหนึ่ง ผมมองว่า BAM ควรเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” สำหรับพันธมิตรทางธุรกิจและนักลงทุนรายใหม่ด้วย หากย้อนกลับไปเกือบ 30 ปีก่อน BAM ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งเปรียบเสมือนซากปรักหักพังของความฝันครั้งใหญ่ของประเทศ ในเวลานั้น หนี้เสียจำนวนมหาศาลของระบบเศรษฐกิจไทยกว่าครึ่งหนึ่งถูกรวบรวมและบริหารจัดการอยู่ภายใต้ BAM
ดังนั้นความท้าทายในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการบริหารหนี้ แต่คือการเปลี่ยน “ซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ” ให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง เราได้เห็นตัวอย่างของการฟื้นคืนชีวิตของสินทรัพย์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอาคาร State Tower ที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งจากการเข้ามาของนักลงทุนรายใหม่ หรือโครงการโฆษะทาวเวอร์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและธุรกิจของภูมิภาค สำหรับเราการฟื้นฟูสินทรัพย์ไม่ใช่การผลักเจ้าของเดิมออกจากระบบ แต่คือการสร้างความร่วมมือ การร่วมลงทุน และการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาช่วยปลุกชีวิตของสินทรัพย์เหล่านี้ให้กลับมาสร้างคุณค่าอีกครั้ง เช่นเดียวกับโครงการโรงแรมอินทรา ประตูน้ำ ที่ BAM ยังคงมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกับนักลงทุนกลุ่มใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์เดิม
จากเดิมที่ BAM มีบทบาทหลักในการรับโอนทรัพย์ ปรับปรุง และนำกลับมาจำหน่ายต่อ ปัจจุบันเราได้ขยายบทบาทสู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน ทั้งนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน ตลอดจน Property Flipper รุ่นใหม่ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นสินทรัพย์ให้กลับมาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
ปัจจุบันประเทศไทยมีทรัพย์สินที่รอการฟื้นฟูอยู่ประมาณ 700,000 ยูนิต และเราเชื่อว่าการนำทรัพย์สินเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ อาจเป็นคำตอบที่ดีกว่าการสร้างโครงการใหม่ เราอยากเห็นอาคารร้างกลับมาเปิดไฟสว่างอีกครั้ง อยากเห็นโรงงานที่เคยปิดกิจการกลับมาเดินเครื่อง มีพนักงานกลับเข้ามาทำงาน และอยากเห็นทรัพย์สินที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลว กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่
หากให้นิยามภารกิจของ BAM ในหนึ่งประโยค ผมอยากนิยามว่า “BAM คือองค์กรที่ทำหน้าที่เปลี่ยนความล้มเหลวทางการเงินให้กลับมาเป็นโอกาสครั้งใหม่ของผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย” เพราะท้ายที่สุดแล้ว หน้าที่ของ BAM ไม่ใช่เพียงการบริหารหนี้หรือบริหารทรัพย์สิน แต่คือการบริหาร “ความหวัง” และ “โอกาส” ของผู้คน เราต้องการเปลี่ยนพื้นที่แห่งความพ่ายแพ้ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเริ่มต้นใหม่ และทำให้ธุรกิจบริหารสินทรัพย์เป็นกลไกสำคัญในการคืนชีวิตให้กับผู้คน ธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ BAM เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ท่านมีแนวทางในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างไร
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่เราให้ความสำคัญและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี คือแนวคิดเรื่อง “ทรัพย์มหาชน” ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะทำให้การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
ปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 70% ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แม้จะมีรายได้รับรองความชัดเจนของสถานะทรัพย์สินและมีความตั้งใจที่จะมีบ้านเป็นของตนเอง BAM จึงเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อทรัพย์และผ่อนชำระกับ BAM ได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญให้กับคนตัวเล็กในสังคม เราได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรระดับปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานกวาดถนน เจ้าหน้าที่เทศกิจ ครูโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จากที่ต้องเช่าหรืออาศัยอยู่ในชุมชนแออัดให้สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ เรามีห้องชุดในราคาต่ำกว่า 100,000 บาทให้เลือก เพราะสำหรับหลาย ๆ ครอบครัวการมีบ้านหมายถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ โดยไม่ใช้การตรวจสอบเครดิตบูโรเป็นเงื่อนไขหลัก และสามารถกำหนดระยะเวลาการผ่อนชำระได้ยาวนานถึง 30 ปี โดยผ่อนเริ่มต้นเพียง 500 บาท หรือเลือกผ่อนในระดับที่สอดคล้องกับกำลังของผู้ซื้อได้ เรายังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่มีรายได้ไม่สูงมาก สามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ในอนาคต
เรายังเชื่อมั่นว่าตลาดที่อยู่อาศัยมือสองกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันสัดส่วนการซื้อขายที่อยู่อาศัยมือสองมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับประวัติและสถานะของทรัพย์สิน BAM จึงได้พัฒนาโครงการ “BAM Guarantee” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ โดยรับรองความชัดเจนของสถานะทรัพย์สินและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ เรายังได้จับมือกับพันธมิตรในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภายใน การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ตลอดจนบริการบริหารการปล่อยเช่า เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือซื้อเพื่อสร้างรายได้แบบ Passive Income BAM พร้อมสนับสนุนในทุกมิติ
และสืบเนื่องจากที่เราพยายามเปลี่ยนภาพจำของธุรกิจบริหารสินทรัพย์จาก “สุสานของความล้มเหลว” ให้กลายเป็น “โรงพยาบาลแห่งการฟื้นฟู” และ “พื้นที่แห่งโอกาส” นี่จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวโครงการ “โรงพยาบาลแก้หนี้” ซึ่งต่อยอดมาจากประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการคลินิกแก้หนี้ในอดีต ผมเชื่อว่าหากคลินิกแก้หนี้เป็นสถานพยาบาลเบื้องต้น BAM ก็ควรเป็นเสมือนโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการฟื้นฟูหนี้ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
เราต้องการให้ผู้ที่ประสบปัญหาหนี้เสีย ไม่มอง BAM เป็น “เจ้าหนี้รายใหม่” แต่เห็นเราในฐานะ “เพื่อนใหม่” ที่พร้อมจะมอบโอกาสในการเริ่มต้นอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาหนี้ที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มต้นจากการทวงถาม แต่เริ่มต้นจากการสร้างความหวัง ด้วยแนวคิดนี้เราจึงพัฒนาโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นธรรมและยืดหยุ่นมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ที่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ในระยะเวลาที่เหมาะสม BAM สามารถพิจารณาปรับลดภาระหนี้บางส่วนได้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับมาบริหารจัดการชีวิตทางการเงินของตนเองได้
สำหรับเรา สิ่งสำคัญไม่ใช่การยึดติดกับตัวเลขหนี้ที่สะสมเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่คือการมองเห็นศักยภาพของมนุษย์และโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ หากเราสามารถสร้างทางออกที่ทำให้ทั้งผู้เป็นหนี้และผู้บริหารหนี้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน นั่นคือการแก้ปัญหาที่สร้างคุณค่าอย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว BAM ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้บริหารหนี้ แต่ต้องการเป็น “ผู้รักษาโรคหนี้” และเป็นผู้สร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
