Cover Story
AI Driven เครื่องมือบริหารเชิงรุกและข้อควรระวัง
ธนัย นพคุณ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ได้เปลี่ยนสถานะจาก “เครื่องมือช่วยงาน” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานของการตัดสินใจ” ในองค์กรสมัยใหม่อย่างชัดเจน องค์กรไม่ได้ใช้ AI เพียงเพื่อช่วยเขียน/ร่างข้อความ สรุปประชุม หรือค้นหาข้อมูลอีกต่อไป แต่กำลังใช้เพื่อคาดการณ์แนวโน้ม วิเคราะห์ความเสี่ยง จัดลำดับความสำคัญของลูกค้า ตรวจจับความผิดปกติ และเร่งการตัดสินใจเชิงธุรกิจในระดับที่ระบบรายงานแบบเดิมทำได้ไม่ทัน ทั้งนี้ มีรายงาน AI Index 2025 ของ Stanford ระบุว่าในปี 2024 มีองค์กร 78% ที่รายงานว่าใช้งาน AI เพิ่มขึ้นจาก 55% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนใน AI (Artificial Intelligence) และ Generative AI (Generative Artificial Intelligence)[1] ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่า AI ไม่ได้อยู่ในช่วงทดลองเชิงภาพลักษณ์ แต่เข้าสู่การแข่งขันเชิงธุรกิจจริงจังแล้ว
ทำไมปัจจุบันผู้บริหารต้องสนใจ AI
เหตุผลสำคัญที่ผู้บริหารต้องสนใจ AI ตอนนี้คือ AI ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะผลกระทบแตะถึงการกำหนดกลยุทธ์ การจัดสรรทรัพยากร การบริหารต้นทุน การเติบโตของรายได้ การบริหารความเสี่ยง และประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง หากผู้บริหารยังมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือของฝ่าย IT องค์กรจะเสี่ยงพลาดทั้งโอกาสในการสร้างมูลค่า ดังตัวอย่างจากข่าวที่เกิดขึ้นกรณีหนึ่งที่สะท้อนผลกระทบของ AI ต่อโลกธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ เหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เมื่อ Anthropic ระบุว่าเครื่องมือ Claude Code สามารถช่วยเร่งการปรับปรุงระบบ COBOLได้ ซึ่งเป็นภาษารุ่นเก่าที่ยังใช้งานอยู่ในระบบเมนเฟรมของ IBM และพบได้มากในภาคธนาคาร ประกันภัย และหน่วยงานภาครัฐ นักลงทุนตีความทันทีว่า หาก AI สามารถลดเวลาและแรงงานที่เคยต้องใช้จำนวนมากในงาน Legacy Modernization ได้ รายได้จากงานบริการและงานปรับปรุงระบบเดิมที่เคยเป็นตลาดมูลค่าสูงอาจถูกกดดันลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หุ้น IBM ร่วง 13.2% ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่ง Reuters ระบุว่าเป็นการปรับตัวลงรายวันที่แรงที่สุดของ IBM นับตั้งแต่ปี 2000 สาระสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาหุ้น แต่คือการสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างมูลค่าของธุรกิจอย่างแท้จริง งานที่เคยสร้างรายได้จากความซับซ้อนของระบบเดิม การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ และระยะเวลาการทำโครงการที่ยาวนาน อาจถูกลดความยากลงด้วย AI ได้รวดเร็วเกินกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ Anthropic อธิบายเองว่าเครื่องมืออย่าง Claude Code สามารถช่วยทำงานในช่วงสำรวจ วิเคราะห์ และทำความเข้าใจระบบ COBOL ซึ่งเดิมเป็นขั้นตอนที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุดของโครงการ Modernization และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรชะลอการเปลี่ยนผ่านระบบเดิมมาโดยตลอด
กรณีที่ยกมานี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารว่า AI ไม่ได้กระทบเฉพาะงานเอกสาร งานสนับสนุน หรือ Productivity ในระดับพนักงานเท่านั้น แต่สามารถกระทบถึงฐานรายได้เดิมของธุรกิจ และทำให้ตลาดตีมูลค่าความได้เปรียบในการแข่งขันใหม่ได้ทันที หากธุรกิจยังพึ่งพารายได้จากงานที่เกิดจาก “ความยาก ความช้า และการใช้คนจำนวนมาก” ผู้บริหารต้องเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะเข้ามาลด Barrier ของธุรกิจนั้นเมื่อใด และองค์กรควรปรับตัวจากการขายแรงงานผู้เชี่ยวชาญไปสู่การขายผลลัพธ์ แพลตฟอร์ม หรือบริการที่มีคุณค่าเพิ่มสูงกว่าอย่างไร และในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นว่า “ผลกระทบของ AI” มักเกิดขึ้นก่อนที่งบการเงินจริงจะเปลี่ยน เพราะตลาดทุนตอบสนองต่อความคาดหวังในอนาคตล่วงหน้า หุ้น IBM ฟื้นตัวบางส่วนในวันถัดมา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ยืนยันชัดว่าผู้บริหารไม่ควรมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพเท่านั้น หากแต่มันคือแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเปลี่ยนต้นทุนการแข่งขัน โครงสร้างกำไร และความคุ้มค่าของโมเดลธุรกิจเดิมได้ในเวลาอันสั้น[2]
ในบริบทธุรกิจยุคดิจิทัล แรงกดดันจากการแข่งขันไม่ได้มาจากผู้เล่นรายใหม่อย่างเดียว แต่ยังมาจากคู่แข่งรายเดิมที่สามารถใช้ AI เร่งความเร็วในการทำงาน ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และขยายขนาดธุรกิจได้โดยไม่เพิ่มต้นทุนในอัตราเดิม นั่นทำให้คำถามสำคัญของผู้บริหารไม่ใช่ “จะใช้ AI หรือไม่” แต่เป็น “จะใช้ตรงไหน ใช้อย่างไร และควบคุมอย่างไร” เพื่อให้เกิดมูลค่าจริงโดยไม่ปล่อยให้ความเสี่ยงเติบโตเร็วกว่าประโยชน์
AI กับบทบาทเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจยุคดิจิทัล
บทบาทเชิงกลยุทธ์ของ AI ในองค์กรไม่ได้อยู่ที่การทำงานแทนคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร บนฐานข้อมูลที่กว้างกว่า เร็วกว่า และเชื่อมโยงกันมากกว่าระบบรายงานแบบเดิม ในอดีตองค์กรส่วนใหญ่อาศัยรายงานย้อนหลังเพื่อตอบคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” เช่น รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หรือยอดขายต่ำกว่าเป้า แต่ AI ทำให้องค์กรเริ่มตอบคำถามที่สำคัญกว่าได้ คือ “แนวโน้มกำลังจะเป็นอย่างไร” และ “ควรตัดสินใจอะไรต่อ” ซึ่งเป็นการขยับจาก Reporting ไปสู่ Forecasting และ Recommendation อย่างแท้จริง NIST สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ[3] หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ได้อธิบายภาพรวมของ AI ในฐานะระบบที่ใช้สนับสนุนการตัดสินใจและสร้างผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริงในองค์กร ขณะที่ McKinsey[4] ชี้ว่าองค์กรที่สร้างมูลค่าจาก AI ได้จริงมักไม่ได้ใช้ AI เพื่อทำงานเดิมให้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ใช้เพื่อออกแบบ Workflow และกระบวนการตัดสินใจใหม่ทั้งระบบ จึงขอ “ย้ำตรงนี้ ณ เวลานี้ว่า AI จะเป็นระบบช่วยทำข้อมูล ให้คนตัดสินใจ”
อ้างอิง
- AI หรือปัญญาประดิษฐ์ คือ เทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผล เรียนรู้จากข้อมูล และทำงานที่ปกติต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ หรือการตัดสินใจของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง เช่น การตอบคำถาม การแยกประเภทข้อมูล การคาดการณ์ผลลัพธ์ หรือการช่วยตัดสินใจจากข้อมูลจำนวนมาก ตัวอย่างแอปหรือระบบที่ใช้ AI เช่น Google Maps ที่วิเคราะห์การจราจรและแนะนำเส้นทาง, Netflix ที่แนะนำหนังตามพฤติกรรมผู้ใช้, Siri หรือ Google Assistant ที่เข้าใจคำสั่งเสียง, และระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติของธนาคาร ส่วน Generative AI คือ AI ที่สามารถ “สร้าง” เนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้จากคำสั่งหรือข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือโคด ตัวอย่างเช่น ChatGPT สำหรับเขียนและสรุปข้อความ Microsoft Copilot สำหรับช่วยร่างเอกสารและทำงานใน Office, Gemini สำหรับตอบคำถามและสร้างเนื้อหา Midjourney หรือ DALL·E สำหรับสร้างภาพจากข้อความ และ Suno สำหรับสร้างเพลงจากคำสั่งที่ผู้ใช้ระบุ ↩
- ที่มา : Anthropic, 2026; Reuters, 2026a, 2026b ↩
- สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ National Institute of Standards and Technology - NIST คือ หน่วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยี สังกัดกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ↩
- McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Management Consulting) ระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ↩
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
