Custom Duty
มรสุมพลังงานโลก บทบาทมาตรการทางศุลกากรไทย ภายใต้วิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง
รติรัตน์ คงเอียด

ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากเหตุการณ์โจมตีทางอากาศต่อผู้นำและนายทหารระดับสูงของอิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดคือ การยกระดับมาตรการจำกัดเส้นทางเดินเรือใน “อ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลก การปิดกั้นเส้นทางยุทธศาสตร์นี้เปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย และสร้างความเสี่ยงระดับวิกฤตต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่ไม่อาจคาดการณ์ข้อยุติได้
เมื่อพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ในแง่ “รากฐานทางกฎหมายและอำนาจการบริหารจัดการวิกฤต” พบว่า ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูงมาแล้วในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลได้ตัดสินใจตรา “พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516” ขึ้นเป็นเครื่องมือพิเศษทางกฎหมาย จุดเด่นของกฎหมายฉบับนี้คือ การมอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้นายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการมาตรการต่าง ๆ ได้โดยฉับพลัน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ทันต่อสถานการณ์โดยไม่ต้องรอการแยกปฏิบัติของแต่ละกระทรวงหรือกรม พลานุภาพของกฎหมายนี้ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการรักษาความมั่นคงของชาติและความผาสุกของประชาชนในยามที่กลไกตลาดปกติไม่สามารถทำงานได้
เมื่อวิกฤตการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงหวนกลับมาท้าทายประเทศไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2569 อันเนื่องมาจากข้อจำกัดในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่ไม่อาจคาดการณ์ข้อยุติได้ นายกรัฐมนตรีได้มีการกำหนดนโยบายและวางกรอบแนวทางในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2569 เพื่อวางกรอบมาตรการเชิงรุกอย่างเป็นระบบ โดยมี “มาตรการทางศุลกากร” เป็นกลไกสำคัญใน 2 มิติ คือ “มิติการควบคุม” ผ่านการระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซ LPG ชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ และการเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบขนน้ำมันออกตามแนวชายแดน ควบคู่ไปกับ “มิติการอำนวยความสะดวก” ผ่านระบบการตรวจปล่อยสินค้าขาดแคลนแบบเร่งด่วน (Fast-track) และพิธีการศุลกากรล่วงหน้า (Pre-Arrival Processing) เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาในการนำเข้า
มาตรการเหล่านี้เปรียบเสมือนด่านหน้าในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและประคับประคองเศรษฐกิจของชาติท่ามกลางมรสุมวิกฤตการณ์โลก โดยผู้เขียนขอนำเสนอโดยแยกเป็น 6 มาตรการดังนี้
มาตรการที่ 1 : การระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว
มาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว เป็นนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ต้องยุติการส่งน้ำมันออกไปนอกราชอาณาจักรจนกว่าจะมีนโยบายใหม่มาเปลี่ยนแปลง มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดระเบียบการประกอบกิจการและการขนส่งน้ำมันภายในประเทศให้เป็นระบบควบคุมมาตรฐานคุณภาพเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ โดยประเภทของน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ภายใต้มาตรการระงับการส่งออกนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1 : น้ำมันสำเร็จรูป คือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำน้ำมันดิบ (Crude Oil) ผ่านกระบวนการกลั่นในโรงกลั่น เพื่อแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนออกเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จนได้น้ำมันที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน พร้อมนำไปใช้งานเป็นเชื้อเพลิงได้ทันที โดยกำหนดให้เฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด Jet-A1
กลุ่มที่ 2 : ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG : Liquefied Petroleum Gas) คือ เชื้อเพลิงที่ได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติหรือการกลั่นน้ำมันดิบ ประกอบด้วยก๊าซโพรเพนและบิวเทน เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น (จึงต้องเติมสารกันรั่ว) มีคุณสมบัติเด่น คือ เผาไหม้สะอาด ให้ความร้อนสูง และเป็นของเหลวเมื่อถูกอัดภายใต้ความดัน นิยมใช้ในครัวเรือน (ก๊าซหุงต้ม) รถยนต์ และอุตสาหกรรม
มาตรการนี้ถือเป็นหนึ่งในมิติการควบคุมของกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่สำรองทรัพยากรพลังงานไว้ใช้ภายในประเทศท่ามกลางวิกฤตการณ์โลก นอกจากการระงับการส่งออกตามช่องทางปกติแล้ว ยังรวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและตรวจค้นยานพาหนะบริเวณด่านชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกประเทศในลักษณะผิดกฎหมาย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ประเทศไทยอาจมีราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงานและความมั่นใจของประชาชน
มาตรการที่ 2 : การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉพาะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
มาตรการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉพาะตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นข้อยกเว้นเชิงกลยุทธ์ที่อนุญาตให้มีการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกราชอาณาจักรได้ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและบริหารจัดการอุปทานพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมการไหลออกของน้ำมันที่จำเป็นต่อคนในชาติได้อย่างเด็ดขาด ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาบทบาทการเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานในภูมิภาคและการใช้ประโยชน์จากเขตเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างสมดุล มาตรการนี้มีรายละเอียดดังนี้
1. การส่งออกยุทธศาสตร์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (สปป. ลาว และเมียนมา)
รัฐบาลได้วางกลไกนี้ไว้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานภายในชาติและการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนแหล่งที่มาของน้ำมันมีหัวใจสำคัญของคือนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อส่งต่อไปขายยัง สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง แทนที่รูปแบบเดิมซึ่งเป็นการส่งออกน้ำมันที่ผ่านกระบวนการกลั่นจากโรงกลั่นภายในประเทศไทย
การปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถสงวนน้ำมันที่กลั่นเองภายในประเทศไว้ใช้เพื่ออุปสงค์ภายในได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางภาวะที่เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบโลกอย่างอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ซึ่งถือเป็นการใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกลไกทางการค้าของไทยในการเป็นทางผ่านของพลังงาน (Energy Hub) เพื่อเกื้อกูลประเทศเพื่อนบ้านตามพันธกรณีทางการค้า ในขณะที่ยังคงสามารถรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางพลังงานของตนเองไว้ได้
ทั้งนี้ จากข้อมูลในช่วงวิกฤตระหว่างวันที่ 1 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2569 พบปริมาณการส่งออกภายใต้หลักเกณฑ์พิเศษนี้ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งการดำเนินกลยุทธ์ “นำเข้าเพื่อส่งออกต่อ” (Transshipment/Re-export) แทนการส่งออกผลผลิตในประเทศ คาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองสำหรับการใช้งานในราชอาณาจักรได้สูงถึง 5 ล้านลิตรต่อวัน ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญในการประคับประคองกลไกเศรษฐกิจและภาคการขนส่งไม่ให้หยุดชะงักในยามวิกฤต
2. น้ำมันในเขตสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร (คลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร)
มาตรการนี้อนุญาตให้ส่งออกน้ำมันที่นำเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งออกโดยเฉพาะ ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ในพื้นที่ควบคุมทางศุลกากร คือ “คลังสินค้าทัณฑ์บน” (Bonded Warehouse) และ “เขตปลอดอากร” (Free Zone) เงื่อนไขสำคัญของมาตรการนี้เน้นไปที่น้ำมันที่นำเข้ามาเพื่อเก็บรักษาและเตรียมส่งออกตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าไม่ได้มีไว้เพื่อการบริโภคภายในประเทศตั้งแต่ต้น
3. น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาตรฐานตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน
รัฐบาลอนุญาตให้ส่งออกน้ำมันที่มีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดสำหรับการจำหน่ายในประเทศไทยได้ เนื่องจากน้ำมันกลุ่มนี้ไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ หรือในบางกรณีการจำหน่ายหรือใช้งานน้ำมันกลุ่มนี้ต้องเป็นการใช้งานเฉพาะกิจที่ได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานเท่านั้น ดังนั้นเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การส่งออกจึงช่วยลดภาระในการจัดเก็บของผู้ประกอบการ
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
