คำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกา และหมายเหตุ เรื่อง “ทักษิณ” ต้องเสียภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปจริงหรือ ? (ตอนที่ 3)
ศ.ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงคำวินิจฉัยศาลฎีกาข้อแรก ในปัญหาว่าเจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากร จำเลยที่ 1 ออกหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายและภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ ตอนนี้จะกล่าวถึงคำวินิจฉัยศาลฎีกาในปัญหาต่อไป
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้ง 4 ข้อต่อมาว่า โจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร และต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่
เนื่องจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การและทางพิจารณาที่โจทก์จำเลยทั้งสี่นำสืบเพียงพอวินิจฉัยประเด็นนี้แล้ว สมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่อีก
จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า โจทก์ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด และบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ไม่ได้ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์ การที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แก่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ถือได้ว่ามีนิติกรรมการซื้อขายหุ้นโดยชอบ เมื่อเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันควร นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาได้รับประโยชน์ และเมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนโจทก์ ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินนั้น
ประเด็นนี้โจทก์นำสืบว่า ศาลภาษีอากรกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 242-243/2553 มีคำวินิจฉัยในหน้า 73 ว่า “...คดีจึงฟังได้ว่าหุ้นที่โจทก์ทั้งสอง (นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา) ซื้อจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด คนละ 164,600,000 หุ้น เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า พันตำรวจโททักษิณและคุณหญิงพจมานเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยให้โจทก์ทั้งสองถือหุ้นแทน...” บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาจึงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์ เงินปันผลและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการถือหุ้นดังกล่าวก็ยังคงถือว่าเป็นของโจทก์โดยนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาเป็นผู้รับไว้แทน การโอนหุ้นจากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองหาเป็นเพียงการโอนกันระหว่างบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นไว้แทนโจทก์ จึงมีผลเท่ากับเป็นการโอนจากผู้โอนคือ โจทก์ไปยังผู้รับโอนคือโจทก์ เมื่อผู้โอนกับผู้รับโอนเป็นบุคคลเดียวกันที่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่โอนคือหุ้นจำนวนเดียวกัน ย่อมถือว่าไม่มีนิติกรรมใด ๆ เกิดขึ้นตามกฎหมาย จึงย่อมไม่มีเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เกิดการเปลี่ยนมือจากผู้โอนไปยังผู้รับโอน ไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจใด ๆ จากธุรกรรมดังกล่าว จึงไม่ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น และโจทก์ไม่ได้เป็นกรรมการของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด โจทก์จึงไม่มีเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ และไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร
ส่วนจำเลยทั้งสี่นำสืบว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยว่า บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไว้แทนโจทก์ อีกทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวเป็นการพิจารณาในเรื่องที่โจทก์ร่ำรวยผิดปกติและขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นคนละประเด็นกับความรับผิดทางภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายพิเศษ เมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาตัวแทนของโจทก์ในฐานะเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ได้ซื้อหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ในราคาหุ้นละ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดราคาหุ้นละ 49.25 บาท บุคคลทั้งสองจึงซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยจ่ายเงินชำระค่าหุ้นต่ำกว่าที่ควรต้องจ่าย ถือเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และการที่บุคคลทั้งสองเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด ประกอบกับการซื้อขายหุ้นไม่ได้ขายตามสัดส่วนของการเป็นผู้ถือหุ้นที่นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นร้อยละ 80 : 20 แต่ขายในสัดส่วน 50 : 50 ถือเป็นการซื้อขายระหว่างบริษัทกับกรรมการบริษัท ต้องนำประโยชน์ที่ได้รับอันเนื่องมาจากการซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาดมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในภายหลังว่า บุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนถือหุ้นไว้แทนโจทก์ ถือว่าโจทก์ในฐานะตัวการเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากมูลค่าส่วนต่างของราคาหุ้นอันสืบเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ของบุคคลทั้งสอง จึงเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ตามประมวลรัษฎากร
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
