custom duty
มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุน Soft Power งานด้านศิลปะ
ดร.เพชรรัตน์ ศุภนิมิตรกุลกิจ
หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า “Soft Power” ผ่านนักร้อง นักแสดง เสื้อผ้า อาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยราชบัณฑิตยสภาได้นิยามความหมายของ Soft Power ว่าหมายถึง “การใช้อิทธิพลทางวัฒนธรรม การกิน การดื่ม วิถีชีวิต หรือความเชื่อ นำเสนอผ่านสื่อหรือผลงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อโน้มน้าวใจ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดหรือพฤติกรรมความชอบให้หันมาสนใจสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้น” และล่าสุด กรมสรรพากรเห็นความสำคัญของ Soft Power จึงร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมกำหนดมาตรการภาษีให้แก่บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปะและผู้ซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 อนุมัติหลักการร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีดังกล่าว และปัจจุบันใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 803) พ.ศ. 2569 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 400 (พ.ศ. 2568) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 465) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2568
มาตรการภาษีทั้ง 2 มาตรการ แบ่งออกเป็น 1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ และ 2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ ซึ่งมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ มาตรการที่ 1 เป็นการให้สิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาทางภาษีสำหรับศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะเพิ่มขึ้น และสำหรับมาตรการที่ 2 เป็นการให้สิทธิลดหย่อนทางภาษีสำหรับผู้ซื้องานศิลปะ โดยเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ปีภาษี 2568 ซึ่งใช้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปี 2569
ทั้งนี้ รายละเอียดของแต่ละมาตรการมีความแตกต่างกันหลายประการ ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนการใช้สิทธิทางภาษี
1. เพิ่มอัตราเหมาค่าใช้จ่ายสำหรับศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ
การคำนวณค่าใช้จ่ายซึ่งถูกกำหนดในประมวลรัษฎากร เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอย่างหนึ่ง โดยความสำคัญของค่าใช้จ่ายซึ่งกฎหมายยอมให้นำมาคำนวณภาษี มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ ซึ่งในทางภาษีค่าใช้จ่ายแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. ค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร (Ordinary and Necessary Expenses Deduction) หรือเรียกว่า “ค่าใช้จ่ายตามจริง” ซึ่งต้องมีหลักฐานในการพิสูจน์แก่เจ้าหน้าที่สรรพากร เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารอื่นที่กรมสรรพากรยอมรับเป็นหลักฐานในการพิจารณา และ 2. ค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา (Standard Deduction) เป็นการกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนโดยคิดเป็นร้อยละตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน และไม่คำนึงว่าผู้มีเงินได้มีค่าใช้จ่ายจริงเท่าใด ไม่ต้องมีเอกสารหลักฐานใดมาพิสูจน์แก่เจ้าหน้าที่สรรพากร การคำนวณค่าใช้จ่ายแบบเหมาจึงเป็นการแก้ปัญหากรณีผู้มีเงินได้ไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายมาพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรได้ เช่น กิจกรรมบางกิจกรรมไม่มีใบเสร็จรับเงินแม้ว่าจะมีรายการค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงก็ตาม ซึ่งหากกฎหมายบังคับให้ผู้มีเงินได้ทุกรายต้องเก็บหลักฐานเพื่อพิสูจน์ค่าใช้จ่าย ก็จะส่งผลต่อความไม่เป็นธรรมแก่ผู้มีเงินได้ อีกทั้งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีให้กับผู้มีเงินได้
จากการศึกษาอัตราค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับบุคคลธรรมดาพบว่า กรมสรรพากรได้ปรับปรุงอัตราค่าใช้จ่ายเหมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ปี 2560 กรมสรรพากรได้ออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ให้มีการปรับปรุงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้จากการรับเหมาและเงินได้จากการประกอบธุรกิจ อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร จากร้อยละ 60 ถึงร้อยละ 85 ให้เหลือร้อยละ 60 เพียงอัตราเดียว
ล่าสุด ปี 2569 กรมสรรพากรได้ออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 803) พ.ศ. 2569 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นการสนับสนุนและลดภาระให้กับผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ โดยศิลปินซึ่งมีเงินได้จากวิชาชีพอิสระด้านประณีตศิลปกรรมตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 30% เป็น 60% โดยให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2568 ซึ่งจะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรการภาษีนี้เป็นมาตรการถาวรและไม่กำหนดว่าต้องเป็นศิลปินประเภทหรือสาขาใด แต่ต้องมีเงินได้จากการประกอบวิชาชีพด้านประณีตศิลปกรรมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากศิลปินดังกล่าวเห็นว่ามีหลักฐานเอกสารเพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควรได้ ศิลปินรายดังกล่าวสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอัตราเหมาร้อยละ 60 ได้ โดยให้นำมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม
คำว่า “ประณีตศิลปกรรม” หมายถึง งานช่างฝีมือชั้นสูงที่เน้นความละเอียดอ่อน วิจิตรงดงาม มีคุณค่าทางศิลปะ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม หรืองานช่างสิบหมู่ การรับจ้างป้ัน วาดภาพ เป็นต้น และคำว่า “วิชาชีพ” เป็นคำสนธิมาจากคำว่า “วิชา” กับ “อาชีพ” จึงหมายถึง อาชีพที่ต้องใช้วิชาการโดยมีการฝึกฝนวิชาแขนงน้ัน ๆ จนชำนาญเป็นพิเศษจึงสามารถประกอบอาชีพได้ ดังนั้นประชาชนทั่วไปซึ่งไม่ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญจึงไม่สามารถประกอบอาชีพดังกล่าวได้ และเนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพประณีตศิลปกรรมมีต้นทุนและค่าใช้จ่าย เช่น ค่าวัสดุ ค่าเครื่องมือ ค่าออกแบบและพัฒนา เป็นต้น ในการสร้างสรรค์ผลงานสูงกว่าร้อยละ 30 ดังนั้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าวให้ผลิตผลงานเพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ฐานภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของศิลปินลดลง ทำให้ลดจำนวนภาษีซึ่งต้องจ่ายให้กรมสรรพากรได้
กรณีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ศิลปินซึ่งประกอบวิชาชีพด้านประณีตศิลปกรรม เข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำเงินได้พึงประเมินทุกประเภทของตนตลอดปีภาษี (ไม่รวมเงินได้ที่กฎหมายยกเว้นภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษี) ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละปี เพื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และชำระภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคมของแต่ละปี กรณียื่นแบบฯ ด้วยกระดาษ หรือขยายเวลาการยื่นแบบฯ ออกไปอีก 8 วัน กรณียื่นแบบฯ ออนไลน์ นอกจากนี้ ศิลปินซึ่งได้รับเงินได้พึงประเมินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายนของแต่ละปี เกิน 60,000 บาท กรณีโสด หรือเกิน 120,000 บาท กรณีสมรส ต้องมีหน้าที่ต้องนำเงินได้ที่ได้รับนั้นไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 อีกด้วย โดยศิลปินต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายนของทุกปี กรณียื่นแบบฯ ด้วยกระดาษ และขยายเวลาการยื่นแบบฯ ออกไปอีก 8 วัน กรณียื่นแบบฯ ออนไลน์[1] ทั้งนี้ ภาษีซึ่งได้จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.94 สามารถนำไปคำนวณออกจากจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.90 ได้ด้วย ทำให้ศิลปินสามารถลดภาระการจ่ายภาษีจำนวนมากครั้งเดียวด้วย
อ้างอิง
- บุคคลที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 จำกัดเฉพาะกรณีการได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) - (8) เท่านั้น ↩
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
