Cover Story
สัมภาษณ์พิเศษ คุณวรวิทย์ เจนธนากุล นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์- “The Next Chapter ทิศทางใหม่ของวงการบัญชีกับนายกสภาวิชาชีพบัญชี”
กองบรรณาธิการ ภาพ เอกรัตน์ ศรีพานิชย์
วิชาชีพบัญชีกำลังก้าวเข้าสู่ “บทใหม่” ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้ง AI และเทคโนโลยีอัตโนมัติ มาตรฐานวิชาชีพ ตลอดจน Sustainability และ ESG ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งรูปแบบการทำงานและบทบาทของนักบัญชี จากผู้จัดทำข้อมูลทางการเงินสู่บทบาทที่ต้องคิด วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลเพื่อสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจมากขึ้น
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ คุณวรวิทย์ เจนธนากุล นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก้าวเข้ามารับหน้าที่ด้วยความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์กลับมาตอบแทนวิชาชีพ พร้อมขับเคลื่อนสภาฯ ภายใต้แนวคิด “เชื่อมั่น ช่วยกัน เชื่อมโยง” เพื่อให้สภาฯ เป็นองค์กรที่ใกล้ชิดสมาชิกมากขึ้น และช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพทุกกลุ่มสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่วารสารเอกสารภาษีอากรได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณวรวิทย์ เจนธนากุล นายกสภาวิชาชีพบัญชี (วาระปี 2569 - 2572) ในประเด็น “The Next Chapter ทิศทางใหม่ของวงการบัญชีกับนายกสภาวิชาชีพบัญชี” ชวนเปิดมุมมองถึงทิศทางของวิชาชีพบัญชีไทยในช่วง 3 ปีจากนี้ ตั้งแต่การสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับจรรยาบรรณ การพัฒนาความรู้และสนับสนุนสมาชิก การเตรียมพร้อมรับ AI และ ESG ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้นักบัญชีไทยก้าวสู่เวทีอาเซียนและระดับสากล
เพราะในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “วิชาชีพบัญชีจะเปลี่ยนไปอย่างไร” แต่คือ “นักบัญชีไทยจะเตรียมพร้อมและก้าวไปข้างหน้าอย่างไรในบทใหม่นี้”
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งในวาระนี้ ท่านมีข้อสังเกตหรือเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญประเด็นใดบ้าง ในบริบทและสถานการณ์ของวงการวิชาชีพบัญชีไทย
ความตั้งใจที่ผมเข้ามาทำงานในครั้งนี้ คืออยากตอบแทนบุญคุณของวิชาชีพบัญชี เพราะวิชาชีพนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมเติบโตและก้าวมาถึงทุกวันนี้ เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่ง ผมจึงคิดว่าถึงเวลาที่จะนำประสบการณ์ที่มีมาช่วยเหลือและตอบแทนวิชาชีพ จึงอาสาเข้ามาทำงานกับสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบวิชาชีพและมีหน้าที่ดูแลสมาชิกจำนวนมาก เพื่อร่วมกันสร้างความน่าเชื่อถือและพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืน
วิชาชีพบัญชีมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในวันนี้ที่การลงทุนเชื่อมโยงกันทั่วโลกและแทบไม่มีพรมแดน สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุนก็คือ ‘สุขภาพของบริษัท’ ซึ่งสะท้อนผ่านงบการเงิน หากงบการเงินไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีที่มีมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถือ นักลงทุนก็ย่อมขาดความมั่นใจ ดังนั้นทั้งนักบัญชีและผู้สอบบัญชีจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยขับเคลื่อนภาคธุรกิจ
อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากคือ ‘จรรยาบรรณ’ สภาวิชาชีพบัญชีมีหน้าที่ดูแลมาตรฐาน พัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพ โดยมีหน่วยงานอิสระคือคณะกรรมการจรรยาบรรณ ที่คอยดูแลเรื่องการกำกับดูแลด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยเฉพาะ ทั้งนี้ หากพบการกระทำผิดทางคณะกรรมการจรรยาบรรณก็จะดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับทุกวิชาชีพที่นอกจากจะต้องสร้างคนเก่งแล้ว ยังต้องสร้างคนดีควบคู่กันไปด้วย
สำหรับผมแล้วระหว่างคนดีกับคนเก่ง ผมเลือกคนดีก่อน เพราะคนดีสามารถพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือเขาจะอยู่ในสังคมโดยไม่สร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในวิชาชีพใดก็ตาม เพราะฉะนั้น สภาฯ จึงต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเรื่องการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพบัญชีให้เข้มข้นยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้ความเจริญทางวัตถุและสิ่งยั่วยุต่าง ๆ มีมากขึ้น ในอดีตคนเรามักกลัวการเสียชื่อเสียง แต่ปัจจุบันบางครั้งชื่อเสียงกลับถูกนำไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือในทางที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่องค์กรหรือบริษัทที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนจะให้ความสำคัญกับการรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาสั่งสมและเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถยืนระยะได้ในระยะยาว ผมจึงอยากให้เรากลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และผลของการกระทำ เพราะบางสิ่งที่เราทำในวันนี้อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับตัวเรา แต่อาจส่งต่อไปถึงลูกหลานได้ แม้วันหนึ่งเราจะไม่ได้อยู่ในวิชาชีพนี้แล้ว เราก็ควรส่งต่ออนาคตของวิชาชีพบัญชีให้กับคนรุ่นต่อไปเหมือนดังที่รุ่นพี่ของเราได้ส่งมอบมาให้กับพวกเรา
สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ คนดีในวิชาชีพมีจำนวนมากขึ้น เพราะเมื่อเรามีทั้งคนดีและคนเก่งมากขึ้น วิชาชีพบัญชีก็จะได้รับความเชื่อถือและเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งหลักคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวิชาชีพบัญชี แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของทุกวิชาชีพ
ขณะเดียวกัน นอกจากเรื่องจรรยาบรรณแล้ว เราก็ต้องเตรียมคนในวิชาชีพให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง เพราะวันนี้วิชาชีพบัญชีเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี AI ระบบ Automation การเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์และมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงเรื่อง Sustainability และ ESG ที่เข้ามามีบทบาทกับภาคธุรกิจมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้กำลังทำให้บทบาทของนักบัญชีเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจถูกมองว่าเป็นผู้จัดทำหรือบันทึกข้อมูลทางการเงิน วันนี้องค์กรคาดหวังให้นักบัญชีสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ให้คำแนะนำ และช่วยผู้บริหารใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอีกด้านหนึ่งคือสมาชิกของเรามีความหลากหลาย ทั้งสมาชิกในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สำนักงานขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีกับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงเครื่องมือใหม่ ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มอาจมีต้นทุนและโอกาสในการปรับตัวไม่เท่ากัน
ดังนั้นหน้าที่ของสภาฯ ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการกำกับดูแลมาตรฐานวิชาชีพเท่านั้น แต่ต้องช่วยพัฒนาและสนับสนุนให้สมาชิกทุกกลุ่มสามารถปรับตัว ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง และเติบโตไปพร้อมกับวิชาชีพได้ด้วย
เป้าหมายสำคัญที่สุดที่ท่านตั้งใจผลักดันให้สำเร็จในวาระนี้
ถ้าถามถึงเป้าหมายที่สำคัญที่สุด ผมอยากเห็นสมาชิก ‘รู้สึกว่าสภาฯ เป็นของเขา’ และเป็นองค์กรที่อยู่ใกล้สมาชิกมากขึ้น
แนวคิดในการทำงานของเราคือ ‘เชื่อมั่น ช่วยกัน และเชื่อมโยง’
‘เชื่อมั่น’ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ
‘ช่วยกัน’ คือ การเปิดพื้นที่ให้สมาชิกทุกกลุ่ม ทุกวัย และทุกภูมิภาคเข้ามามีส่วนร่วมและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาวิชาชีพ
ส่วน ‘เชื่อมโยง’ คือ การที่สภาฯ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมสมาชิกกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ตลอดจนองค์กรวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ
สิ่งที่ผมอยากผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น คือบทบาทของสภาฯ ในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงและช่วยแก้ปัญหาให้กับสมาชิก เพราะผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน เมื่อภาครัฐออกกฎเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติใหม่ บางครั้งอาจเกิดปัญหาหรือติดขัดในทางปฏิบัติ ขณะที่สมาชิกอาจไม่มีเวลาหรือช่องทางที่จะสะท้อนปัญหาเหล่านั้นโดยตรง
ผมจึงมองว่าสภาฯ ควรทำหน้าที่เป็น ‘หน้าด่าน’ ในการรับฟังปัญหาจากสมาชิก แล้วนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน กฎระเบียบมีความจำเป็นในการกำกับดูแล แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ควรทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพที่ตั้งใจทำงานอย่างถูกต้องสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่ต้องเผชิญกับภาระหรือข้อจำกัดที่เกินความจำเป็น
นอกจากนี้ สภาฯ ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ แต่ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย กฎเกณฑ์ มาตรฐาน และเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพอย่างใกล้ชิด แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาสื่อสารและให้ความรู้แก่สมาชิกอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สมาชิกเตรียมตัวและปรับตัวได้ทัน
เมื่อจบวาระ 3 ปี ผมจึงอยากให้สมาชิกมองเห็นว่า สภาฯ ไม่ใช่องค์กรที่อยู่ไกลจากเขา แต่เป็นองค์กรที่พร้อมเดินไปกับสมาชิก ช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น เข้าถึงความรู้และเครื่องมือที่จำเป็น มีช่องทางสะท้อนปัญหา และสามารถประกอบวิชาชีพได้อย่างมั่นใจและมั่นคงมากขึ้น
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
