Business Law
อัปเดตสิทธิประโยชน์ทางภาษี วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)
รับขวัญ ชลดำรงค์กุล
“ทำธุรกิจที่แก้ปัญหาสังคมไปด้วย จะเลี้ยงตัวเองได้จริงหรือ ?” คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่ผู้ประกอบการหลายท่านอาจมี และเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ที่ออกมาเพื่อช่วยยกสถานะ “ธุรกิจที่มีเป้าหมายทางสังคมเป็นเป้าหมายหลัก” ให้มีสถานะทางกฎหมายเฉพาะเป็น “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ที่จดทะเบียนได้มีสิทธิประโยชน์รองรับ (โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ทางภาษี) และมีหน่วยงานเจ้าภาพคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.)แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายรายการหมดอายุไปตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2566 ทำให้เครื่องมือจูงใจขาดตอน
อย่างไรก็ตาม จากข่าวเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 735) พ.ศ. 2564 ซึ่งมีจุดประสงค์ขยายระยะเวลาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายแก่วิสาหกิจเพื่อสังคม รวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มากขึ้น
บทความนี้ผู้เขียนจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ในประเด็นดังนี้ 1. ในทางกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) คืออะไร 2. สิทธิประโยชน์ที่วิสาหกิจเพื่อสังคมมีทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีเพิ่มขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี และ 3. Checklist สิ่งที่ผู้ประกอบการ SE และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดต้องเตรียมการรับมาตรการที่กำลังจะออกมานี้
ในทางกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคมคืออะไร
วิสาหกิจเพื่อสังคมตามนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หมายถึง ธุรกิจที่ตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนา ช่วยเหลือ หรือแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม โดยการแสวงหารายได้และสร้างผลกำไรเพื่อให้ธุรกิจยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นวัตถุประสงค์การประกอบธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคมคือการแก้ไขปัญหาโดยตรง ไม่ใช่เพียงการใช้รายได้หรือกำไรจากการประกอบธุรกิจอื่นมาเพื่อทำโครงการแก้ไขปัญหา ซึ่งทำให้การทำธุรกิจของวิสาหกิจเพื่อสังคมแตกต่างจากการทำ Corporate Social Responsibility : CSR ที่เป็นเพียงโครงการชั่วคราวที่บริษัทที่ประกอบธุรกิจอื่นใช้เงินกำไรสะสมของบริษัทเพื่อแก้ไขปัญหาเป็นโครงการ และเหตุที่วิสาหกิจเพื่อสังคมต้องหารายได้และสร้างผลกำไรทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมแตกต่างจากมูลนิธิ ซึ่งมีแหล่งรายได้สำคัญจากการรับบริจาคเพียงประการเดียว
การจะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียน 2 ส่วนคือ 1. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยในการจดทะเบียนดังกล่าววิสาหกิจนั้นต้องจดทะเบียนกำหนดจุดประสงค์การดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนว่าเป็นการทำธุรกิจผลิต จำหน่ายสินค้า หรือบริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลัก และ 2. จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยที่วิสาหกิจดังกล่าวต้องทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับการจดทะเบียนวิสาหกิจให้ครบ วิสาหกิจดังกล่าวจึงจะมีสิทธิประโยชน์ในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมาย
วิสาหกิจเพื่อสังคมแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลักตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ได้แก่ 1. วิสาหกิจประเภทไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้ผู้ถือหุ้น หมายถึงว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่วิสาหกิจดังกล่าวดำเนินธุรกิจมาให้แก่ผู้ถือหุ้นของตนได้ในทุกกรณี ซึ่งวิสาหกิจเพื่อสังคมรูปแบบนี้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของวิสาหกิจนั้นเอง และ 2. วิสาหกิจประเภทประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้ผู้ถือหุ้น หมายถึง วิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวจะสามารถจ่ายเงินปันผลจากกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดการแบ่งปันผลไม่เกิน 30% ของผลกำไรทั้งหมด ซึ่งวิสาหกิจเพื่อสังคมรูปแบบนี้จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
ข้อสังเกต SE ประเภทประสงค์แบ่งปันกำไรสามารถยื่นขอเปลี่ยนเป็นประเภทที่ไม่ประสงค์แบ่งกำไรได้ โดยมีผลทันทีเมื่อได้รับอนุมัติ แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วจะจ่ายเงินปันผลไม่ได้อีกเลย แม้กำไรก้อนนั้นจะเกิดขึ้นก่อนวันเปลี่ยนประเภทก็ตาม กำไรสะสมที่ค้างอยู่ในงบจึงกลายเป็นเงินที่ “ออกไปหาผู้ถือหุ้นไม่ได้แล้ว” การตัดสินใจประเภทการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมีการปรึกษาและพูดคุยกันให้ชัดเจนกับผู้ถือหุ้น
เงื่อนไขการจดทะเบียนที่ต้องผ่านให้ครบถ้วน กิจการที่จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม นอกจากจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งอาจรวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานแก่บุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่น หรือคืนประโยชน์ให้แก่สังคมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดแล้ว วิสาหกิจดังกล่าวต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมดังนี้ 1. สัดส่วนรายได้ วิสาหกิจดังกล่าวต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 มาจากการจำหน่ายสินค้าหรือการบริการ เว้นแต่กิจการที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอาจมีรายได้น้อยกว่าร้อยละ 50 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด 2. การจัดสรรกำไร ต้องนำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ไปใช้เพื่อการดำเนินงานและขยายธุรกิจ โดยจะแบ่งปันกำไรให้เจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของผลกำไรทั้งหมด 3.การกำกับดูแลกิจการที่ดี วิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวต้องมีกลไกการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อรับประกันการปฏิบัติหน้าที่ของวิสาหกิจดังกล่าวตามกฎหมายและหลักปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง การจัดทำระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สุจริต โปร่งใส เชื่อถือได้ รวมถึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการจัดทำเอกสารที่พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลกิจการ รายงานผลการดำเนินงานและรายงานทางการเงินที่ถูกต้องเพียงพอต่อสาธารณชนเป็นประจำทุกปี 4. ต้องมีประวัติที่ดี ทั้งในส่วนของวิสาหกิจที่ต้องการจดทะเบียน ซึ่งต้องไม่เคยถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเป็น SE เว้นแต่พ้นกำหนด 2 ปี นับถึงวันยื่นคำขอ และส่วนของหุ้นส่วน กรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล หรือผู้ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไปของวิสาหกิจดังกล่าวต้องไม่เคยมีสถานะเกี่ยวข้องกับวิสาหกิจที่ถูกเพิกถอนจากการจดทะเบียนเป็น SE เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการกระทำนั้น และ 5. ต้องดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์เพื่อสังคมมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี และต้องมีเอกสารประกอบคำขอ แปลว่าผู้ประกอบการต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปีเต็ม ก่อนที่จะจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ และในระยะเวลา 1 ปีนั้นต้องเก็บหลักฐานให้ครบว่ากิจการเดินตามวัตถุประสงค์เพื่อสังคมจริง
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
