Excise Tax
สกัดสมุนไพรไทยไร้ภาษี สุราสามทับอัตราศูนย์ (ตอนที่ 1)
ประพันธ์ คงเอียด
ในยุคปัจจุบันที่กระแสการส่งเสริมและผลักดันอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อมุ่งสู่ตลาดสากล ผู้ประกอบการและนักพัฒนาจำนวนมากต่างมุ่งเน้นความสนใจไปที่การค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับสูงเพื่อการค้าและการส่งออก ทว่าในมิติของการประกอบธุรกิจจริงยังมี “ต้นทุนแฝง” เชิงกฎหมายประเภทหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการบริหารจัดการต้นทุนที่ผู้ประกอบการอาจไม่ทราบ นั่นคือ “ภาษีสรรพสามิต”
ภาษีสรรพสามิตไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ทำลายสุขภาพดังเช่นสุราและยาสูบในอดีตเท่านั้น แต่ภายใต้การปฏิรูปกฎหมายภาษีสรรพสามิตครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2560 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ภาษีนี้ได้เข้ามาเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมสมุนไพรอย่างมีนัยสำคัญใน 2 มิติหลัก
มิติที่ 1 ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (End Product) คือ “ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูป” พร้อมจำหน่าย ซึ่งมีเกณฑ์จำแนกพิกัดทางกายภาพและปริมาณแอลกอฮอล์ที่ชัดเจน
มิติที่ 2 วัตถุดิบต้นน้ำ (Raw Material) คือ “สุราสามทับ” หรือเอทานอลบริสุทธิ์สูงที่ใช้เป็นตัวทำละลายและตัวสกัดสารสำคัญจากพืชสมุนไพร
การทำความเข้าใจข้อกฎหมายภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นระบบจึงเปรียบเสมือนการติดอาวุธทางยุทธศาสตร์ให้แก่ธุรกิจ บทความนี้จะอธิบายนิติศาสตร์สรรพสามิตที่ดูยากซับซ้อนให้กลายเป็นคัมภีร์ปฏิบัติการที่เข้าใจง่ายและเป็นระบบสูงสุดสำหรับผู้ประกอบการสมุนไพรผ่าน 5 ส่วนสำคัญ เริ่มจาก “ตอนที่ 1” ที่จะชี้ชัดในส่วนที่ 1 ถึงเกณฑ์ยกเว้นภาษีของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปลายน้ำ และตามด้วยส่วนที่ 2 ที่จะเจาะลึกวัตถุดิบควบคุม “สุราสามทับ” (เอทานอล) ทั้งประวัติ คุณภาพความบริสุทธิ์ และพิกัดอัตราภาษีปกติ ก่อนจะนำไปสู่ “ตอนที่ 2” ที่จะนำเสนอต่อในส่วนที่ 3 เพื่อเผยกลไกสิทธิประโยชน์ “อัตราศูนย์” และสามกฎเหล็กของรัฐ ส่วนที่ 4 กับภาคปฏิบัติในการยื่นแบบ ภส.05-06/23 และหน้าที่คุมบัญชีหลังได้รับสิทธิเพื่อป้องกันบทลงโทษ และปิดท้ายในส่วนที่ 5 ด้วยแนวทางการบริหารความเสี่ยงทางภาษี (Tax Risk Management) เพื่อให้สถานประกอบการสมุนไพรไทยเติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง
ส่วนที่ 1 ไขข้อข้องใจทางกฎหมาย “ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูป” ต้องเสียภาษีสรรพสามิตหรือไม่ ?
คำถามแรกที่เป็นดั่งประตูด่านสำคัญสำหรับผู้ประกอบการสมุนไพรคือ ตัว “ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูป” (Herbal Product) ที่เราสกัดและปรุงสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อนำไปวางจำหน่ายในท้องตลาด ถือเป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีสรรพสามิตหรือไม่ ?
ตามหลักกฎหมายภาษีสรรพสามิต การกำหนดภาระภาษีของสินค้าประเภทสมุนไพรปลายน้ำจะพิจารณาจากเกณฑ์เด็ดขาด 2 ประการร่วมกัน นั่นคือ “ลักษณะทางกายภาพ” และ “ความแรงแอลกอฮอล์” (Alcohol Strength) โดยจำแนกพิกัดออกมาได้ดังนี้
เกณฑ์ที่ 1 ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสถานะ “ไม่ใช่ของเหลว” (ของแข็งหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว)
หากผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูปที่ผลิตออกมามีลักษณะทางกายภาพดังต่อไปนี้
(1) รูปแบบของแข็ง เช่น ยาผง, ยาเม็ด, ยาแคปซูล หรือยาลูกกลอน
(2) รูปแบบกึ่งแข็งกึ่งเหลว เช่น ครีมสมุนไพร, ขี้ผึ้ง หรือเจลต่าง ๆ
ผลทางภาษี : ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในกลุ่มนี้ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตโดยสิ้นเชิง (ไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว) เนื่องจากสินค้าที่มีลักษณะดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดการจัดเก็บภาษีไว้ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 หรือกล่าวง่าย ๆ คือ ไม่อยู่ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตที่จะสามารถเรียกเก็บได้นั่นเอง
เกณฑ์ที่ 2 ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสถานะ “เป็นของเหลว” (น้ำ)
สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูปที่เป็นของเหลวหรือน้ำสมุนไพรสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ถือเป็นจุดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกฎหมายภาษีสรรพสามิตจะใช้เกณฑ์ “แรงแอลกอฮอล์” (Alcohol Strength) เป็นเกณฑ์หลักในการกำหนดภาระภาษีทันที ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 พิกัดหลัก ดังนี้
(1) พิกัด “สินค้าเครื่องดื่ม” (แรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 0.5 ดีกรี)
บัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ในตอนที่ 2 กำหนดความหมายของ “สินค้าเครื่องดื่ม” ไว้ว่า สิ่งซึ่งตามปกติใช้เป็นเครื่องดื่มได้โดยไม่ต้องเจือปน ซึ่งไม่มีแอลกอฮอล์หรือมีแอลกอฮอล์โดยปริมาตรไม่เกินร้อยละ 0.5 (หรือ 0.5 ดีกรี) อันบรรจุในภาชนะและผนึกไว้ ดังนั้นหากน้ำสมุนไพรพร้อมดื่มของผู้ประกอบการมีแรงแอลกอฮอล์เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ 0.0 ถึง 0.5 ดีกรี จะตกเป็นพิกัด “สินค้าเครื่องดื่ม” ทันที ซึ่งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามปริมาณและมูลค่าในพิกัดสินค้าเครื่องดื่ม
(2) พิกัด “สินค้าสุรา” (แรงแอลกอฮอล์เกิน 0.5 ดีกรีขึ้นไป)
ตามบทบัญญัติมาตรา 152 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ได้กำหนดความหมายของ “สินค้าสุรา” โดยครอบคลุมถึงของผสมหรือวัตถุทั้งหลายที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถดื่มกินได้เช่นเดียวกับน้ำสุรา แต่ไม่รวมถึงเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 0.5 ดีกรี ดังนั้นหากผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรของผู้ประกอบการมีแรงแอลกอฮอล์ผสมอยู่สูงกว่า 0.5 ดีกรี (ร้อยละ 0.5 โดยปริมาตร) ขึ้นไป ในทางนิติศาสตร์จะถือว่าสินค้าชิ้นนั้นหลุดพ้นจากพิกัดเครื่องดื่มและตกเป็น “สินค้าสุรา” ทันที ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้พิกัดอัตราภาษีสินค้าสุราและอยู่ภายใต้เกณฑ์ควบคุมการขายและการผลิตสุราผ่านระบบใบอนุญาตตามกฎหมายภาษีสรรพสามิตอีกด้วย
ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรที่ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
แม้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดของเหลวหรือน้ำสมุนไพรจะมีแรงแอลกอฮอล์เจือปนจนตกเป็นสินค้าในพิกัดเครื่องดื่มหรือพิกัดสุรา แต่กรมสรรพสามิตก็ถือเป็นหลักการว่าผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรในบางกรณีที่เป็น “ข้อยกเว้น” ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยพิจารณาจากเกณฑ์การขึ้นทะเบียนจดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนี้
(1) ข้อยกเว้นกรณีขึ้นทะเบียนตำรับเป็น “ยา” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ได้กำหนดนิยาม “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ประเภท “ยาจากสมุนไพร” ซึ่งรวมถึงยาแผนไทย ยาพัฒนาจากสมุนไพร และยาแผนโบราณที่ใช้กับมนุษย์เพื่อการบำบัด รักษา หรือป้องกันโรค ดังนั้นหากผู้ประกอบการนำน้ำสมุนไพรสำเร็จรูป (ไม่ว่าจะมีแอลกอฮอล์ไม่เกินหรือเกิน 0.5 ดีกรีก็ตาม) ไปยื่นขึ้นทะเบียนตำรับยาหรือจดแจ้งรายละเอียดเป็นยากับ อย. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรนั้นจะไม่ถือเป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต เนื่องจากกฎหมายถือว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการแพทย์และการบำบัดโรค ไม่ถือเป็นเครื่องดื่มหรือสุราตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต
(2) ข้อยกเว้นกรณีขึ้นทะเบียนเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 0.5 ดีกรี และได้รับการยื่นจดแจ้งรายละเอียดเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ตามกฎหมายว่าด้วยอาหารกับ อย. อย่างถูกต้องนั้น ปัจจุบันยังไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต เพราะแม้บัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตอนที่ 2 สินค้าเครื่องดื่ม ประเภทที่ 02.05 จะบัญญัติให้อาหารชนิดเหลว หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหารที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด เป็นสินค้าตามบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต แต่ปัจจุบันยังไม่มีประกาศกระทรวงการคลัง กล่าวคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไม่ได้ประกาศกำหนดให้อาหารชนิดเหลว หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร ชนิดหรือประเภทใดต้องเสียภาษีสรรพสามิต ในเชิงนิตินโยบายจึงถือว่าภาครัฐยังไม่มีความประสงค์จะจัดเก็บภาษีจากสินค้าประเภทนี้ ดังนั้นปัจจุบันผลิตภัณฑ์น้ำสมุนไพรที่จดแจ้งรายละเอียดเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” ตามกฎหมายว่าด้วยอาหารจึงไม่ถือเป็นสินค้าเครื่องดื่ม ส่งผลให้ปราศจากภาระภาษีสรรพสามิตในพิกัดเครื่องดื่มอย่างสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน
เพื่อให้มองเห็นพิกัดภาษีปลายน้ำได้อย่างเป็นระบบและกระจ่างชัด ผู้เขียนได้สรุปโครงสร้างหลักเกณฑ์ทั้งหมดไว้ในตารางด้านล่างนี้
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
