Accounting Practice
อย่างไร…ถือเป็นการขายสินค้า
สมเดช โรจน์คุรีเสถียร
ประมวลรัษฎากรได้ให้ความหมายของคำว่า “ขายสินค้า” กับ “การให้บริการ” ไว้ในมาตรา 77/1 (8) และ (10) เพื่อความไม่ผิดพลาดจึงควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน
“ขายสินค้า” กับ “การให้บริการ”
ในประมวลรัษฎากรมีความหมายดังนี้
มาตรา 77/1 (8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง
(ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
(ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย
(ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
(ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆ เว้นแต่การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง
(ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการ ซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่อันได้ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3
(ช) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 77/1 (10) “บริการ” หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึง
(ก) การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(ข) การนำเงินไปหาประโยชน์โดยการฝากธนาคาร หรือซื้อพันธบัตร หรือหลักทรัพย์
(ค) การกระทำตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
จะสังเกตได้ว่า “บริการ” ตามมาตรา 77/1 (10) ได้ระบุไว้ว่า การกระทำใด ๆ ที่มิใช่เป็นการขายสินค้า หลักการก็คือ ถ้าธุรกรรมที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “การขายสินค้า” ให้ถือเป็นการให้บริการ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ อย่างไรถือเป็นการขายสินค้า เช่น กิจการซื้อมาขายไป กิจการผลิตสินค้าออกมาขายเป็นปกติธุระ กิจการขายพร้อมติดตั้ง หรือกิจการที่รับจ้างผลิตสินค้า แต่ปกติผลิตสินค้าขายเป็นปกติธุระ
ภาระภาษีระหว่างกิจการขายสินค้ากับกิจการบริการที่สำคัญสรุปได้ดังนี้
กิจการขายสินค้า | กิจการให้บริการ |
1.ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ | 1.กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ |
2.ได้รับยกเว้นไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย | 2.ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย |
3.จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า | 3.จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับเงิน |
ดังนั้นหากกิจการมีรายการค้าหรือธุรกรรมทางการค้าเกิดขึ้น จะต้องพิจารณาว่าเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการ อันเนื่องจากภาระภาษีมีความแตกต่างกัน กิจการให้บริการที่ไม่ใช่การขายสินค้านั้นมีหลายประเภทด้วยกัน เช่น บริการทั่วไป รับจ้างทำของ รับเหมาก่อสร้าง การบริการขนส่ง บริการโรงแรม ภัตตาคารหรือร้านอาหาร การบริการโฆษณา จะมีภาระภาษีที่แตกต่างกันทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
เจาะประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มกับการ “ขายสินค้า”
ผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายรับตั้งแต่ 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วมีหน้าที่
• ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่จุดความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น
• ต้องจัดทำรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 3 วันทำการ
• ต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษี (ถ้ามี) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
• เมื่อผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มขายสินค้าได้หรือได้มีการให้บริการต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) จากลูกค้าทุกครั้งที่จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น
คำว่า “ขาย” ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต้องพิจารณาจากมาตรา 77/1 มีดังต่อไปนี้
“(8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง
(ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
(ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย
(ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร
(ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆ เว้นแต่การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 (3) หรือมาตรา 87 วรรคสอง
(ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่อันได้ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3
(ช) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
คำว่า “ขาย” ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในแต่ละเดือนภาษีผู้ประกอบการจดทะเบียนจะมีทั้งภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้าและภาษีซื้อที่เกิดจากการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งภาษีขายต้องนำส่งกรมสรรพากรและภาษีซื้อกิจการมีสิทธิขอคืนหรือนำไปเครดิตภาษีขาย อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันก็คือ 7% และ 0% สิ่งที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องทำความเข้าใจในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มก็คือ คำว่า “ขาย” เนื่องจากการกระทำใดที่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา 77/1 (8) จะต้องเสียภาษีขายและนำส่งกรมสรรพากร จากมาตราดังกล่าวข้างต้นจะมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญดังต่อไปนี้
มาตรา 77/1
(8) “ขาย” หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง...
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
