Custom Duty
มาตรการจัดเก็บภาษี สินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาท
รติรัตน์ คงเอียด

มาตรการใหม่ด้านภาษีอากรตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้มีการออกนโยบายเพื่อบริหารและกำหนดกรอบบังคับใช้กฎหมายภาษีอากรผ่านทางมาตรการจัดเก็บภาษีอากร โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีการยกเลิกการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าสินค้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (De Minimis Value : DMV) มีผลทำให้สินค้าออนไลน์นำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทจะต้องเสียภาษีอากรทันที ซึ่งการกำหนดมาตรการภาษีดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่สำคัญเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและมุ่งคุ้มครองผู้ประกอบการไทยธุรกิจ SMEs (Small and Medium Enterprises) หรือเรียกว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ให้คนไทยหันมาสนับสนุนสินค้าไทยและร้านค้าของผู้ประกอบการไทย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท[1] เพราะแม้สินค้าจากต่างประเทศจะมีราคาที่ต่ำกว่าสินค้าไทย แต่สินค้าไทยยังคงได้เปรียบในเรื่องคุณภาพและมีมาตรฐานในการผลิต นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยลดการกระทำความผิดในกรณีการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงได้ ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร และยังช่วยลดการนำเข้าสินค้าราคาถูกผิดปกติเข้ามากระทบตลาดในประเทศ
มาตรการทางภาษีอากรมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับภาษีการบริโภค (Consumption Tax) ทั้ง 3 ประเภท คือ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม หากอ่านเนื้อหาในกฎหมายแล้วจะพบว่า มีเนื้อหาเป็นกฎหมายศุลกากร แต่กลับมีความสัมพันธ์หรือส่งผลไปยังกฎหมายภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจหลักการ ความเป็นมา และกลไกอันเป็นเครื่องมือตามกฎหมายศุลกากร
หลักการ ความเป็นมา และกลไกตามกฎหมายศุลกากร
ผู้เขียนขอกล่าวโดยสรุปเปรียบเทียบไว้ดังนี้
แต่เดิม การกำหนดราคาสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าตามบทบัญญัติภาค 4 ประเภทที่ 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ที่กำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับ “ของที่นำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคาไม่เกินที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” โดยกรมศุลกากรได้ออกกฎหมายลำดับรองคือ “ประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ของภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561” ซึ่งความในข้อ 2 ของประกาศกรมศุลกากรฯ ฉบับนี้ กำหนดให้ “ของที่นำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับยกเว้นอากร”
ในส่วนของราคาที่ไม่เกิน 1,500 บาท ซึ่งได้รับการยกเว้นอากรดังที่กล่าวมานี้ มีประเด็นที่น่าสนใจว่า คำว่า “ราคา” ในที่นี้มีความหมายหรือขอบเขตเพียงใด เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าสินค้านั้นมีมูลค่าเกินกว่า 1,500 บาท หรือไม่ เนื่องจากองค์ประกอบของราคาส่งผลโดยตรงต่อการที่มีมูลค่าเกินหรือไม่เกิน 1,500 บาท ในประเด็นนี้ประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561ฯ ข้อ 3 กำหนดไว้แต่เพียงว่า “ราคา หมายถึง ราคาศุลกากร” จึงต้องย้อนกลับไปพิจารณาพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ว่าบัญญัติไว้อย่างไร ?
เมื่อพิจารณาปรากฏว่า ความในมาตรา 16 วรรคหนึ่ง (1) กำหนดให้ราคาศุลกากรสำหรับการนำของเข้า หมายถึง ราคาแห่งของเพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรตามราคาอย่างใดอย่างหนึ่งใน 6 ราคา ซึ่งได้แก่
(ก) ราคาซื้อขายของที่นําเข้า
(ข) ราคาซื้อขายของที่เหมือนกัน
(ค) ราคาซื้อขายของที่คล้ายกัน
(ง) ราคาหักทอน
(จ) ราคาคํานวณ และ
(ฉ) ราคาย้อนกลับ
อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวเป็นราคาสินค้าของประเทศผู้ส่งออกยังมิใช่ราคาศุลกากรที่เป็นราคาสุดท้าย เพราะความในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง ยังได้กำหนดว่า “การกำหนดราคาศุลกากรในกรณีนำของเข้าจะต้องรวมค่าประกันภัย ค่าขนส่งของ ค่าขนของลง ค่าขนของขึ้น และค่าจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งของที่นำเข้ามายังด่านศุลกากร”
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องนำราคาศุลกากรราคาใดราคาหนึ่งใน 6 ราคาตาม (ก) - (ฉ) ดังกล่าว ไปรวมกับค่าต่าง ๆ ตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง ข้างต้นด้วย ด้วยเหตุนี้ ราคาที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณาเกี่ยวกับศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าในเรื่องนี้จึงหมายถึง ราคา “CIF” ซึ่งประกอบด้วย C = ราคาสินค้า , I = ค่าประกันภัย และ F = ค่าขนส่ง นั่นเอง ดังนั้นมูลค่าของสินค้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ที่จะได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า จึงต้องพิจารณาจากราคา CIF คือ ผลรวมของราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่ง หากมีผลรวมกันไม่เกิน 1,500 บาท ก็มีสิทธิได้รับการยกเว้นอากรขาเข้านั่นเอง
ผลของการที่สินค้าที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 12 นั้น มิได้ส่งผลให้สินค้านำเข้าดังกล่าวได้รับการยกเว้นเฉพาะอากรศุลกากรเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงภาษีสรรพสามิต (เฉพาะสินค้าบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีสรรพสามิต) และภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เนื่องจากกรณีของ “สินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคที่ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร” ซึ่งหมายถึง พิกัดอัตราศุลกากรภาค 4 นั้น พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 102 วรรคหนึ่ง และประมวลรัษฎากร มาตรา 81 วรรคหนึ่ง (2) (ค) ได้กำหนดไว้ในลักษณะทำนองเดียวกันว่าสินค้าดังกล่าว “ให้ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ดังนั้นสรุปหลักเกณฑ์ที่เป็นอยู่เดิมได้ว่า สินค้านำเข้าที่มีราคา CIF ไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับยกเว้นภาษีการบริโภค (Consumption Tax) ทั้งอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องราคาสินค้าโดยการตราอนุบัญญัติศุลกากรขึ้น ทั้งนี้ เป็นไปตามประกาศกรมศุลกากรที่ 116/2567 เรื่อง กำหนดราคาของที่นำเข้าซึ่งได้รับยกเว้นอากรตามประเภทที่ 12 ภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในบทบัญญัติภาค 4 ประเภทที่ 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 เช่นเดียวกับประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561ฯ (ที่กำหนดราคาสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท) ดังที่นำเสนอมาข้างต้น โดยอธิบดีกรมศุลกากรด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสามารถออกได้เองโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
หลักการสำคัญของประกาศกรมศุลกากรที่ 116/2567ฯ ที่ออกมาใหม่นี้ คือ การกำหนดให้ “สินค้าที่นำเข้ามาตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งแต่ละรายมีราคาไม่เกิน 1 บาท จะได้รับการยกเว้นอากร” (จากเดิมที่กำหนดราคาไว้ที่ 1,500 บาท) โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวมิได้เป็นการยกเลิกประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561ฯ เดิมที่กำหนดราคาไว้ที่ 1,500 บาท เพราะประกาศกรมศุลกากรที่ 116/2567ฯ ข้อ 4 ได้กำหนดไว้ว่าในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567[2] ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 มิให้นำประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561ฯ มาใช้บังคับ นั่นหมายความว่าในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สินค้านำเข้าที่จะได้รับการยกเว้นอากรในบทบัญญัติภาค 4 ประเภทที่ 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยนั้น คือ สินค้านำเข้าที่มีราคาไม่เกิน 1 บาท ประกอบกับมีการตรากฎหมายลำดับรองอีกฉบับหนึ่ง คือ“ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนำเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567 มีหลักการสำคัญของประกาศกระทรวงการคลังฯ ที่ออกตามความในพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว คือ “ยกเว้นอากรสำหรับของที่นำเข้า ซึ่งแต่ละรายผู้รับในประเทศมีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (CIF) ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 บาท แต่ไม่เกิน 1,500 บาท”
ประกาศกระทรวงการคลังฯ ฉบับนี้จึงส่งผลให้สินค้านำเข้าตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567[3] ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ยังคงได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าอยู่เช่นเดิม โดยไม่ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพราะพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และประมวลรัษฎากร กำหนดเชื่อมโยงไปยังการยกเว้นอากรขาเข้าตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 12 เท่านั้น มิได้เชื่อมโยงกับการยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลังฯ ที่ออกตามความในมาตรา 12 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด
ในปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้มีกำหนดมาตรการหลักเกณฑ์ใหม่ในเรื่องราคาสินค้านำเข้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยตราอนุบัญญัติศุลกากรฉบับใหม่ขึ้นตามประกาศกรมศุลกากรที่ 219/2568 เรื่อง หลักเกณฑ์ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ของภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568 มีสาระสำคัญกำหนดให้ยกเลิกประกาศกรมศุลกากรที่ 191/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์ของนำเข้าที่ได้รับยกเว้นอากรตามประเภท 12 ของภาค 4 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 และกำหนดให้ของที่นำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคาไม่เกิน 1 บาท ได้รับยกเว้นอากร
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท ราคาดังกล่าวจะถูกปรับไปอยู่ที่เพดาน 1 บาท หากสินค้าที่ราคาตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป จะถูกเรียกเก็บอากรนำเข้าต้องเสียอากรศุลกากร จากเดิมที่ได้รับยกเว้นอากรนำเข้า สำหรับสินค้ามูลค่าขั้นต่ำ (มูลค่า 1 - 1,500 บาท) ส่งผลให้ราคาสินค้าที่มูลค่าเกิน 1 บาท จะต้องเสียภาษีการบริโภคทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย
ปลดล็อกคลังความรู้ภาษี-บัญชีแบบมืออาชีพ
สมัครเป็นสมาชิกเอกสารภาษีอากร
เพื่อเข้าถึงบทความ ข่าวสาร ความรู้ด้านกฎหมายภาษี บัญชี สำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ในการบริหารจัดการภาษีและทำบัญชีอย่างมืออาชีพ จากนักเขียนผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่านตลอดทุกเดือน พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกมากมาย
- ✓รับ วารสารส่งตรงถึงมือ ปีละ 12 ฉบับ* (กรณีสมัครสมาชิกแบบรับเล่ม)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าใช้งานระบบ e-Magazine สืบค้นบทความและอ่านวารสารแบบ E-Magazine ย้อนหลัง 5 ปี
- ✓รับฟรี หนังสือประมวลรัษฎากร ปีละ 1 ชุด (มูลค่า 590 บาท)
- ✓รับสิทธิ์ เข้าสัมมนาพิเศษ (อัปเดตเรื่องบัญชี ภาษี) ฟรี ปีละ 2 ครั้ง มูลค่า 1,800 บาท
- ✓รับส่วนลด การอบรมสัมมนา สูงสุด 2,000 บาท/หลักสูตร (ไม่จำกัดจำนวนและใช้ได้ทั้งองค์กร) ดูหลักสูตรได้ที่ www.dst.co.th
- ✓รับส่วนลด เมื่อซื้อหนังสือธรรมนิติ ดูหนังสือได้ที่ www.dharmnitibook.com
- ✓รับส่วนลด ในการลงประกาศหนังสือพิมพ์ข่าวผู้ถือหุ้น ที่ www.thaicorporatenews.com
- ✓รับสิทธิ์ ร่วมลุ้นรางวัลจากกิจกรรม Member Privilege
